การตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร?
การตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพต้องทำให้ผู้ลงมือปฏิบัติเข้าใจว่า “ต้องการผลลัพธ์อะไร สำคัญเพราะอะไร ต้องทำอะไรต่อ และจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเดินมาถูกทาง” ไม่ควรกำหนดเพียงตัวเลขปลายทางโดยไม่มีแผนปฏิบัติ
1. เริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการ
ระบุให้ชัดว่าเมื่องานสำเร็จแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น เพิ่มยอดขาย ลดเวลาส่งมอบ ลดงานแก้ไข หรือเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
2. ใช้หลัก SMARTER
เป้าหมายที่ดีควรมีองค์ประกอบดังนี้
-
Specific: ระบุสิ่งที่ต้องการให้ชัด
-
Measurable: มีตัวชี้วัดความคืบหน้าและผลลัพธ์
-
Achievable: ท้าทายแต่มีโอกาสทำได้จริง
-
Relevant: สอดคล้องกับงานและทิศทางองค์กร
-
Time-bound: มีวันที่เริ่ม จุดติดตาม และวันสิ้นสุด
-
Evaluate: ทบทวนผลเป็นระยะ
-
Revise: ปรับแผนเมื่อข้อมูลหรือสถานการณ์เปลี่ยน
3. เชื่อมเป้าหมายกับเหตุผล
คนจะรับผิดชอบเป้าหมายได้ดีขึ้นเมื่อเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญและส่งผลต่อใคร ผู้บริหารควรอธิบายความเชื่อมโยงกับลูกค้า ทีม และองค์กร ไม่ใช่มอบเพียงตัวเลข
4. แบ่งเป้าหมายเป็นขั้นตอนย่อย
เปลี่ยนเป้าหมายรายปีให้เป็นเป้าหมายรายไตรมาส รายเดือน และกิจกรรมรายสัปดาห์ เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นและติดตามได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น
เป้าหมาย: เพิ่มยอดขายลูกค้าเดิม 15% ภายใน 6 เดือน
กิจกรรมสำคัญ: วิเคราะห์ลูกค้าเดิม นัดพูดคุยค้นหาความต้องการเพิ่มเติม เสนอทางเลือกที่เหมาะสม และติดตามผลตามกำหนด
5. แยกตัวชี้วัดผลลัพธ์กับตัวชี้วัดการลงมือทำ
ผลลัพธ์บางอย่างควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่พนักงานสามารถควบคุมพฤติกรรมที่เพิ่มโอกาสให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้
6. เตรียมแผนรับมืออุปสรรค
คิดล่วงหน้าว่าอะไรอาจทำให้หลุดจากแผน และจะรับมืออย่างไร เช่น
“หากมีงานเร่งด่วนเข้ามาในช่วงเวลาที่วางแผนทำโครงการ ฉันจะย้ายงานไปช่วงสำรองในวันถัดไปและแจ้งผู้เกี่ยวข้องทันที”
7. กำหนดเจ้าของเป้าหมายและทรัพยากร
ต้องชัดเจนว่าใครรับผิดชอบ ใครสนับสนุน ใครตัดสินใจ และต้องใช้ข้อมูล งบประมาณ หรือเครื่องมืออะไรบ้าง
8. ทบทวนและให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ
การทบทวนเป้าหมายไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการตรวจว่าความคืบหน้าเป็นอย่างไร มีอุปสรรคอะไร และต้องปรับวิธีใดก่อนที่จะสายเกินไป
การบริหารเวลาแตกต่างจากการจัดตารางงานอย่างไร?
การจัดตารางงานคือการระบุว่าจะทำงานอะไรในวันและเวลาใด ส่วนการบริหารเวลาคือกระบวนการตัดสินใจว่าเรื่องใดสำคัญ ควรใช้เวลาและพลังงานเท่าไร ต้องตัดหรือลดงานใด และจะรักษาเวลาให้กับเป้าหมายสำคัญได้อย่างไร
| การจัดตารางงาน | การบริหารเวลา |
| เน้นการนำงานใส่ปฏิทิน |
เน้นการเลือกงานที่ควรทำ |
| ตอบคำถามว่า “ทำเมื่อไร?” |
ตอบคำถามว่า “ทำอะไร ทำไม และควรใช้เวลาเท่าไร?” |
| ช่วยจัดลำดับกิจกรรมในแต่ละวัน |
เชื่อมงานประจำกับเป้าหมายระยะยาว |
| อาจทำให้ตารางเต็มแต่ผลงานสำคัญไม่ขยับ |
ช่วยตัด มอบหมาย หรือเลื่อนงานที่มีคุณค่าต่ำ |
| เน้นจำนวนเวลา |
คำนึงถึงสมาธิ พลังงาน และคุณภาพของงาน |
ตารางที่แน่นไม่ได้หมายความว่าบริหารเวลาได้ดี คนที่มีประชุมและงานเต็มทั้งวันอาจยุ่งมาก แต่ไม่มีเวลาให้กับงานเชิงกลยุทธ์หรือเรื่องที่สร้างผลลัพธ์สูง
การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพควรเริ่มจาก
-
กำหนดเป้าหมายและงานสำคัญ
-
จัดลำดับตามผลกระทบและกำหนดเวลา
-
ประเมินเวลาที่ต้องใช้จริง
-
นำงานสำคัญลงตารางก่อน
-
เว้นเวลาสำรองสำหรับงานแทรก
-
ลดสิ่งรบกวนและงานที่ไม่มีคุณค่า
-
ทบทวนว่าการใช้เวลาสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายหลักคือหาลูกค้าใหม่ การตอบข้อความทั้งวันอาจทำให้รู้สึกยุ่ง แต่ควรจัดช่วงเวลาที่มีสมาธิสำหรับวิเคราะห์ลูกค้า ติดต่อ และติดตามโอกาสทางการขายโดยเฉพาะ
หลักสูตร Goal Setting & Time Management ของ Image Power Consultant ช่วยให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายอย่างเป็นระบบ แปลงเป้าหมายเป็นแผนปฏิบัติ และจัดลำดับงานให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ต้องการ
หากองค์กรต้องการให้พนักงานเลิกตั้งเป้าหมายแบบกว้าง ๆ และสามารถลงมือทำได้จริง สามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบ In-house Training ได้ ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถสอบถามหลักสูตรที่เหมาะกับเป้าหมายของตนเองได้