GOAL SETTING & TIME MANAGEMENT

การตั้งเป้าหมายและบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ

      หากองค์กรเปรียบเหมือนนาฬิกา ที่เป้าหมายหลักคือ การแสดงเวลาที่เที่ยงตรง 

พนักงานทุกคนก็เสมือน เข็มชั่วโมง นาที  วินาที 

ทุกส่วนล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์และมีผลกระทบกัน

     หลายครั้งที่ตั้งเป้าหมาย แต่ไปไม่ถึง! หรืออาจเฉียดๆ  และบ่อยครั้งกว่าจะไปถึงก็เลยกำหนดที่วางไว้เสมอ
สุดท้ายก็โทษงานที่เยอะกองโต โทษภารกิจทั้งที่แพลนไว้และคิวแทรก หรือแม้กระทั่งโทษดินฟ้าอากาศ ฯลฯ 

     คนประสบความสำเร็จทุกคนบนโลกนี้ มีเวลาเท่ากันกับเราคือ 24 ชม. ไม่เกินแม้วินาทีเดียว และพวกเขาต่างให้ความสำคัญกับ “การบริหารเป้าหมายและเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ”


       หลักสูตร “เทคนิคการตั้งเป้าหมายและบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ” (GOAL SETTING & TIME MANAGEMENT) เป็นอีกหนึ่ง Signature Course ของสถาบันฯ คอร์สที่รวมเอาเทคนิคและเครื่องมือในการบริหารเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้แบบ Activity Base Learning เพื่อเน้นให้ผู้อบรมได้ฝึกปฏิบัติจริงและเห็นภาพแห่งความสำเร็จชัดเจนยิ่งขึ้น
 
 
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้อบรมได้รู้จัก เข้าใจพฤติกรรม และกระบวนความคิดพื้นฐานของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น
2. เพื่อเรียนรู้เทคนิคการตั้งเป้าหมายที่ทรงพลัง 
3. เพื่อให้รู้จักวิธีการจัดระบบความคิด แนวทางการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เพื่อให้รู้จักแนวทางในการวางแผนการทำงานและบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิผล
5. เพื่อช่วยให้การดำเนินชีวิตทั้งด้านการทำงานและส่วนตัวราบรื่นรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
 
หลักสูตรนี้เหมาะกับ
• บุคคลทั่วไปที่ต้องการจัดระบบชีวิต เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
• ผู้บริหาร และหัวหน้า ที่ต้องการวางแผนงานเพื่อมอบหมายต่อ
• พนักงานในองค์การทุกหน่วยงาน ทุกฝ่าย ทุกระดับ
• ผู้ที่ชีวิตวุ่นวายงานล้นมือตลอดเวลา (แต่ไม่เสร็จ หรือไม่บรรลุเป้าหมายสักงาน)
• ผู้ที่อยากเพิ่มความสมดุลให้กับชีวิต (Work Life Balance) 
 
รูปแบบการอบรม
เน้น Activity Base Learning และ Learning by Doing
ทฤษฎี 30% + ฝึกปฏิบัติจริง (เวิร์คช็อป กิจกรรม เดี่ยว คู่ กลุ่ม) 70%
 
 
 
หัวข้อการอบรม เพื่อวางเป้าหมาย & แผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม (GOAL SETTING & TIME MANAGEMENT)
  • ความสำคัญของการตั้งเป้าหมายและการทำ Action Plan 
  • กระบวนการสำคัญในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ (P-D-C-A)
  • วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานและบริหารเวลาด้วย Eisenhower Box
  • เวิร์คช็อปวิธีการกำหนดแนวทาง (แผนการ) ในภาพรวมเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยใช้เครื่องมือ Mind Map ช่วยสร้างความเข้าใจในภาพรวมของระบบงาน เช่น ใครเกี่ยวข้องและมีผลกระทบ, คาดการณ์-วิเคราะห์ตัวแปรและปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้งานสำเร็จหรืออาจเป็นอุปสรรค ฯลฯ
  • ทำให้แผนการที่วางแผนในขั้นแรกบรรลุเป้าหมายได้จริง ด้วยการทำระบบบริหารจัดการเวลาที่เหมาะสม (Time Management)
  • To Do List บันไดสำคัญพิชิตเป้าหมาย
 
ประโยชน์ที่ผู้อบรมจะได้รับ 
- รู้จักตนเอง และกระบวนความคิดของผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น
- ทีมงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน และร่วมกันทำงานให้บรรลุผลสำเร็จได้เร็วขึ้น
- วางแผนการทำงาน และบริหารเวลาทั้งเรื่องงานและส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- จัดการระบบความคิด และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
- ได้เครื่องมือในการทำงานเป็นทีมให้เกิดผลลัพธ์ที่ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
- ชีวิตมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว
 
 

ทำไมพนักงานตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่สำเร็จ?

     พนักงานตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่สำเร็จไม่ได้เกิดจากการขาดความพยายามหรือไม่มีวินัยเสมอไป แต่อาจเกิดจากเป้าหมายไม่ชัด ไม่เชื่อมโยงกับงานจริง ไม่มีแผนลงมือทำ หรือระบบขององค์กรไม่สนับสนุนให้ทำสำเร็จ

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

1. เป้าหมายกว้างและวัดผลไม่ได้

คำว่า “เพิ่มยอดขาย” “ทำงานให้ดีขึ้น” หรือ “บริการลูกค้าให้ประทับใจ” ยังไม่ชัดพอ พนักงานอาจไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ผลลัพธ์ที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะประเมินความสำเร็จจากอะไร

2. ไม่เข้าใจว่าเป้าหมายสำคัญอย่างไร

หากพนักงานได้รับเพียงตัวเลข แต่ไม่เข้าใจว่าเป้าหมายนั้นเชื่อมโยงกับลูกค้า ทีม หรือทิศทางองค์กรอย่างไร เป้าหมายอาจกลายเป็นภาระมากกว่าสิ่งที่อยากรับผิดชอบ

3. เป้าหมายใหญ่เกินไปและไม่มีจุดเริ่มต้น

เป้าหมายระยะยาวที่ไม่ได้แบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ทำให้พนักงานรู้สึกว่ายากและไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน สุดท้ายจึงเลื่อนการลงมือทำออกไป

4. มีเป้าหมายหลายเรื่องที่แข่งขันกันเอง

พนักงานอาจได้รับงานเร่งด่วนจากหลายฝ่าย ขณะที่ KPI และงานประจำยังต้องทำ หากผู้บริหารไม่กำหนดลำดับความสำคัญ พนักงานอาจยุ่งตลอดเวลาแต่ไม่สามารถขยับเป้าหมายสำคัญได้

5. ขาดทรัพยากรและอำนาจตัดสินใจ

บางเป้าหมายต้องใช้ข้อมูล งบประมาณ ระบบ หรือความร่วมมือจากแผนกอื่น หากมอบเป้าหมายโดยไม่ให้อำนาจและทรัพยากรที่จำเป็น ความล้มเหลวอาจเกิดจากระบบ ไม่ใช่ตัวพนักงาน

6. ไม่มีแผนติดตามผล

การตั้งเป้าหมายเพียงต้นปีแล้วกลับมาดูอีกครั้งปลายปี ทำให้องค์กรพบปัญหาช้าเกินไป ควรมีการทบทวนความคืบหน้า อุปสรรค และปรับแผนเป็นระยะ

7. กลัวความผิดพลาดหรือรอให้พร้อม

พนักงานบางคนไม่เริ่มเพราะกลัวทำได้ไม่ดี กลัวถูกวิจารณ์ หรือพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ การสร้าง Growth Mindset และพื้นที่ให้ทดลองเรียนรู้จึงมีความสำคัญ

8. วัดแต่ผลลัพธ์ แต่ไม่วัดพฤติกรรมที่นำไปสู่ผลลัพธ์

ยอดขายหรือกำไรอาจใช้เวลาจึงจะเห็นผล องค์กรควรกำหนดพฤติกรรมที่ควบคุมได้ เช่น จำนวนลูกค้าที่ติดต่อ การติดตามข้อเสนอ หรือการประชุมทบทวนงานควบคู่กัน

     การช่วยให้พนักงานบรรลุเป้าหมายจึงต้องทำมากกว่าการกำหนดตัวเลข แต่ต้องมีความชัดเจน แผนปฏิบัติ ทรัพยากร การติดตาม และ Feedback ที่เหมาะสม

     Image Power Consultant ให้บริการหลักสูตร Goal Setting & Time Management สำหรับองค์กร โดยใช้ Workshop ช่วยให้ผู้เรียนเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นแผนลงมือทำและระบบติดตามผลที่นำไปใช้กับงานจริงได้

 

 

OUR CLIENTS

 

 

ทำไมเราถึงแตกต่าง?

เราเป็นรายแรกในไทย ที่นำศาสตร์ภาพลักษณ์มาผนวกเข้ากับศาสตร์ด้านจิตวิทยามนุษย์ และอาจารย์ผู้สอนมีประสบการณ์ทั้งด้านการให้คำแนะนำภาพลักษณ์แบบองค์รวม ที่เน้นดึงพลังศักยภาพ (ที่ซ่อนเร้น) จากภายใน เพื่อส่งผ่าน เป็นการแสดงออกภายนอก พร้อมทั้งอยู่ในวงการธุรกิจเสื้อผ้า (เป็นเจ้าของแบรนด์) มากว่า 11 ปีจึงเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์การแต่งกายเพื่อดึงพลัง ความมั่นใจอย่างมืออาชีพได้ลึกซึ้ง

• เราเน้นให้มีการฝึกปฏิบัติจริงในทุกหลักสูตร โดยจะ "ประยุกต์มาจากผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ผู้อบรมสามารถนำไปปรับใช้กับสถานการณ์จริง ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด"

• การนำจิตวิทยามาใช้ร่วมกับการสื่อสาร คือ ศาสตร์ที่สถาบันให้ความสำคัญ และผู้อบรมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า " สนุก เข้าใจง่าย และได้ประโยชน์กับชีวิตตัวเอง และการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น "

• หลักสูตรของเรา ได้รับการการันตีจากผู้อบรมว่า หลังจากที่เรียนไปแล้ว สามารถนำไปใช้จริงได้

• หลักสูตรของเรา ได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศมากมาย

• ราคาหลักสูตรสมเหตุผล และสิ่งที่องค์กร-ผู้อบรมได้รับหลังจากจบคลาส คุ้มค่าเกินราคาอย่างแน่นอน

 

 

หลักสูตร Mindset ควรใช้กิจกรรมหรือ Workshop แบบใด?

 

     หลักสูตร Mindset ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้เพียงการบรรยายหรือสร้างแรงบันดาลใจชั่วคราว แต่ควรทำให้ผู้เรียนได้สำรวจกรอบคิดของตนเอง ทดลองมองสถานการณ์ในมุมใหม่ และเปลี่ยนสิ่งที่เรียนเป็นพฤติกรรมที่นำไปใช้กับงานจริงได้ กิจกรรมที่เหมาะสม ได้แก่

1. Mindset Self-Assessment

ให้ผู้เรียนสำรวจวิธีคิดของตนเองเมื่อพบความผิดพลาด คำวิจารณ์ งานยาก หรือคนที่เก่งกว่า เพื่อมองเห็นสถานการณ์ที่ตนเองมักใช้ Fixed Mindset หรือ Growth Mindset แบบประเมินควรใช้เพื่อการเรียนรู้ ไม่ควรนำไปติดป้ายหรือตัดสินบุคลิกของผู้เรียน

2. Reframe the Language

ให้ผู้เรียนเปลี่ยนประโยคที่ปิดกั้นการพัฒนา เช่น

  • “ฉันไม่เก่งเรื่องนี้”

  • “ทีมนี้เปลี่ยนไม่ได้”

  • “ลองแล้วไม่สำเร็จ แสดงว่าไม่เหมาะ”

เป็นคำถามที่เปิดทางเลือก เช่น

  • “ยังขาดทักษะหรือข้อมูลอะไร?”

  • “มีวิธีใดที่เรายังไม่ได้ลอง?”

  • “ครั้งนี้สอนอะไรให้เรา?”

3. Case Study จากสถานการณ์ทำงาน

นำกรณีจริง เช่น โครงการล้มเหลว ลูกค้าปฏิเสธ เป้าหมายไม่สำเร็จ หรือการเปลี่ยนระบบใหม่ มาให้กลุ่มวิเคราะห์ว่ากรอบคิดส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมอย่างไร

4. Learning from Failure

ให้ผู้เรียนเลือกเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน แล้ววิเคราะห์ข้อเท็จจริง สิ่งที่ควบคุมได้ บทเรียน และสิ่งที่จะทดลองเปลี่ยนในครั้งถัดไป

กิจกรรมต้องสร้างบรรยากาศปลอดภัยและไม่บังคับให้เปิดเผยเรื่องส่วนตัวที่ไม่สะดวกแบ่งปัน

5. Feedback Practice

ใช้ Role Play ฝึกให้และรับ Feedback โดยแยกพฤติกรรมออกจากตัวตน เช่น เปลี่ยนจาก “ฉันไม่เก่ง” เป็น “วิธีที่ใช้ครั้งนี้ยังไม่สร้างผลลัพธ์ตามต้องการ”

6. Challenge Zone Activity

ให้ผู้เรียนเลือกความท้าทายที่อยู่นอกพื้นที่คุ้นเคยเล็กน้อย เช่น แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ขอ Feedback หรือทดลองวิธีทำงานใหม่ แล้ววางแผนลงมือทำจริง

7. Team Growth Agreement

ให้ทีมสร้างข้อตกลงร่วมกัน เช่น

  • แจ้งปัญหาได้โดยไม่กล่าวโทษ

  • ขอความช่วยเหลือได้

  • ทบทวนบทเรียนหลังจบโครงการ

  • ทดลองวิธีใหม่ในขอบเขตที่ควบคุมความเสี่ยงได้

  • ให้ Feedback ด้วยข้อเท็จจริง

8. Action Plan และการติดตามผล

ก่อนจบหลักสูตร ผู้เรียนควรเลือกหนึ่งพฤติกรรมที่จะเปลี่ยน กำหนดสถานการณ์ที่จะนำไปใช้ และวางแผนรับมืออุปสรรค พร้อมมีการติดตามผลหลังอบรมตามความเหมาะสม

     การวัดผลหลักสูตร Mindset อาจดูจากพฤติกรรม เช่น การขอ Feedback การรายงานปัญหา การทดลองวิธีใหม่ การทบทวนบทเรียน และการรับมือกับความผิดพลาด ไม่ควรวัดจากความรู้สึกสนุกหรือแรงบันดาลใจหลังเรียนเพียงอย่างเดียว

     Image Power Consultant สามารถออกแบบ Mindset Workshop จากปัญหาและเป้าหมายจริงขององค์กร โดยผสาน Positive Psychology, Communication, Goal Setting และ Experiential Learning ให้เหมาะกับผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงานแต่ละระดับ

     HR และผู้บริหารสามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบหลักสูตร In-house Training  เพื่อพัฒนากรอบคิดและเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นการลงมือทำได้กับเรานะคะ

 

 

 

จะจัดลำดับความสำคัญเมื่องานทุกอย่างเร่งด่วนได้อย่างไร?

     เมื่องานทุกอย่างถูกเรียกว่า “เร่งด่วน” ควรหยุดรับงานตามลำดับที่เข้ามา แล้วประเมินจากผลกระทบ กำหนดเวลาที่แท้จริง ความเชื่อมโยงกับงานอื่น และผลเสียหากไม่ทำ เพราะความเร่งด่วนของผู้ร้องขอไม่ได้หมายความว่างานนั้นสำคัญที่สุดสำหรับองค์กรเสมอไป

1. ตรวจสอบกำหนดเวลาที่แท้จริง

ถามให้ชัดว่า

  • ต้องใช้ผลงานจริงเมื่อไร?

  • หากส่งช้าจะเกิดผลกระทบอะไร?

  • มีขั้นตอนใดรอข้อมูลนี้อยู่?

  • สามารถส่งบางส่วนก่อนได้หรือไม่?

คำว่า “ขอด่วน” อาจหมายถึงวันนี้ พรุ่งนี้ หรือเพียงต้องการทราบว่าจะได้รับเมื่อไร

2. ประเมินผลกระทบ

ให้ความสำคัญกับงานที่กระทบต่อ

  • ลูกค้าและรายได้

  • ความปลอดภัยหรือข้อกำหนดสำคัญ

  • งานของคนจำนวนมาก

  • ชื่อเสียงขององค์กร

  • เป้าหมายทางธุรกิจ

  • กำหนดส่งที่ไม่สามารถเลื่อนได้

3. ดูความเชื่อมโยงระหว่างงาน

บางงานใช้เวลาไม่นานแต่เป็นข้อมูลที่ทำให้หลายทีมทำงานต่อได้ งานประเภทนี้อาจควรได้รับการจัดการก่อน แม้มูลค่าของงานเองจะไม่สูงมาก

4. แบ่งงานออกเป็น 4 กลุ่ม

  • สำคัญและเร่งด่วน: ทำก่อน

  • สำคัญแต่ยังไม่เร่งด่วน: จองเวลาในปฏิทิน

  • เร่งด่วนแต่ไม่จำเป็นต้องทำเอง: มอบหมายหรือขอความช่วยเหลือ

  • ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน: ลด เลื่อน หรือตัดออก

5. จำกัดจำนวนงานที่ทำพร้อมกัน

การเปิดหลายงานพร้อมกันทำให้เสียเวลาเปลี่ยนบริบทและเพิ่มความผิดพลาด ควรเลือกงานสำคัญจำนวนจำกัด ทำให้ถึงจุดส่งมอบ แล้วจึงเริ่มงานถัดไป

6. สื่อสารและเจรจาลำดับใหม่

หากไม่สามารถทำทุกงานตามเวลาที่ขอ ควรแจ้งผู้เกี่ยวข้องด้วยข้อมูล เช่น

“ขณะนี้มีงาน A ซึ่งต้องส่งลูกค้าภายใน 15.00 น. และงาน B ที่คุณขอภายในวันนี้ หากให้ B มาก่อน งาน A จะล่าช้า ต้องการให้จัดลำดับใดเป็นอันดับแรกครับ?”

การถามเช่นนี้ช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นข้อแลกเปลี่ยน แทนการรับทุกงานแล้วส่งไม่ทันทั้งหมด

7. วิเคราะห์สาเหตุที่ทุกงานกลายเป็นงานด่วน

หากสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำ อาจมาจากการวางแผนไม่เพียงพอ ผู้รับผิดชอบไม่ชัด การอนุมัติล่าช้า หรือไม่มีเวลาสำรอง องค์กรควรแก้ที่กระบวนการ ไม่ใช่คาดหวังให้พนักงานทำงานเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว

    หลักสูตร Goal Setting & Time Management ของ Image Power Consultant ช่วยให้ผู้เรียนฝึกประเมินความสำคัญ วางแผนงาน และสื่อสารเมื่อต้องเผชิญเป้าหมายที่แข่งขันกัน

     หากทีมของคุณยุ่งตลอดเวลาแต่ผลงานสำคัญยังไม่คืบหน้า สามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบ In-house Training ได้นะคะ