3.png)
คอร์สเพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร
OUR CLIENTS
_2.png)
THE POWER OF IMAGE & COMMUNICATION
1 วันเต็ม กับการเวิร์คช็อปเข้มข้น วิเคราะห์ลูกค้ารายต่อราย
วางแผนปิดการขาย จบทุกการโต้แย้ง ปรับให้การสื่อสารราบรื่น
ด้วยศาสตร์ "จิตวิทยาการขาย "
"เพราะภาพลักษณ์ที่ใช่ การสื่อสารที่ดี เพิ่มยอดขายได้ 10 เท่า!"
ศาสตร์นี้ ไม่ใช่แค่เรียนรู้เรื่องบุคลิกภาพระหว่างการเจรจา
แต่ยังผนวกเรื่องของจิตวิทยาการสื่อสาร!
(ลิขสิทธิ์เนื้อหาใน คอร์สการขาย อบรมการขายนี้ เป็นของบริษัท Image Power Consultant เท่านั้น)
เราทุกคนหนีไม่พ้น เรื่อง "การขาย"
และยิ่งถ้าคุณเป็นนักขาย พนักงานขาย เซลล์ เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า?
- พยายามเรียนรู้เทคนิคขายมากมาย แต่ยอดยังไม่ถึงเป้าซักที
- ขายมานาน แต่ไม่เคยได้ขึ้นระดับท็อปของบริษัท
- เพื่อนนักขาย ทำไมขายได้ขายดี เค้าทำยังไงกัน
- รู้สึกทำนัดยาก ลูกค้าเลื่อนนัดตลอด
- รู้สึกได้ว่า ลูกค้าไม่อยากซื้อ ไม่สนใจเวลานำเสนอขาย
- ไม่กล้าขาย กลัวการนำเสนอ รู้สึกไม่มั่นใจ
- เริ่มท้อและกลับมาคิดว่า เราอาจไม่เหมาะกับงานขาย

จากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น....
ถ้าเมื่อคุณรู้เทคนิค "กฎประตู 2 บาน" ที่นักขายทุกคน ควรต้องรู้!!!
หลายคนเข้าใจว่าภาพลักษณ์เป็นแค่เรื่องของการแต่งตัวเท่านั้น
แท้จริงคำว่า “ภาพลักษณ์ (Image)” เกี่ยวข้องกับเรื่องการสื่อสารทั้งหมดที่เกิดจากตัวเรา ซึ่งการแต่งตัวก็ถือเป็นหนึ่งใน " การสื่อสาร "
แล้วภาพลักษณ์ ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
> ส่วน Non-Verbal คือ สื่อสารผ่านทางอาการ (แสดงออกด้วยกิริยาท่าทาง ยืน เดิน นั่ง การแสดงสีหน้า),วัตถุ (การแต่งกาย เสื้อผ้า หน้า-ผม เครื่องประดับ), เวลา (มาตรงเวลา มาก่อน มาเลท) รวมถึงเรื่องสี (ความหมาย&จิตวิทยาสี) หรือแม้กระทั่งการใช้โทนน้ำเสียงที่แตกต่าง
> ส่วน Verbal คือ สื่อสารผ่านทางภาษาพูดและเขียน ได้แก่ ตัวหนังสือ คำพูด *คนที่ปิดการขายได้ ไม่ใช่เค้าพูดเก่งกว่าคุณ "แต่เค้าอ่านใจลูกค้าได้เก่งกว่าคุณต่างหาก!"
ศาสตร์ของภาพลักษณ์ ครอบคลุมกว้างขวาง และมีผลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ หรือ ไม่ซื้อของลูกค้า
แต่เพราะหลายคน เข้าใจว่าเป็นแค่เรื่องของการแต่งตัว บางทีผิดเพี้ยนไปว่า ต้องทำท่าให้เท่ห์ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งน่าเสียดาย ที่มุมมองแบบนี้เป็นการปิดกั้นโอกาสในการเป็นนักเจรจาหรือขายมือทองของคุณ

ภาพลักษณ์เกี่ยวอะไรกับงานขาย

จากประสบการณ์ด้าน การขาย มากว่า 20 ปีของผู้สอนเอง ได้สรุปการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ออกมาเป็น “กฏประตู 2 บาน” ดังนี้ค่ะ
> ประตูบานแรก (การตัดสินใจเบื้องต้น) : ใช้เวลาเพียง 3-5 วินาที เป็นการตัดสินใจโดย ใช้ความรู้สึก (Emotional) คือ เห็น สัมผัส รู้สึกแรกอย่างไร ย่อมจะมีผลต่อการตัดสินใจ พูดง่ายๆ คือ ถูกชะตา หรือไม่ถูกชะตา นั่นเอง
> ประตูบานที่สอง (การย้ำผลการตัดสินใจ) : เป็นการตัดสินใจโดย ใช้เหตุผลวิเคราะห์ประโยชน์ของข้อเสนอ (Functional) สินค้า/บริการ ว่าเข้ากับความต้องการและความจำเป็นในชีวิตของพวกเขาหรือไม่
"หากลูกค้าประทับใจ ถูกชะตาคุณตั้งแต่ด่านแรก (First Impression)
จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจ รับฟังข้อเสนอ และถูกโน้มน้าวได้ง่ายกว่านักขายที่ลูกค้ารู้สึกไม่ประทับใจ
เพราะเมื่อภาพลักษณ์แรกของคุณ ทำให้ลูกค้าไม่ปลื้มตั้งแต่ประตูบานแรก
ลูกค้าจะสร้างเส้นบางๆ ขึ้นมากั้นระหว่างคุณกับเขาอัตโนมัติ โดยที่คุณเองไม่รู้ตัว
ดังนั้น การขายจะต้องใช้เวลาในการเปิดใจ และพลังโน้มน้าวมากกว่าอีกเท่าตัว"
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วน ของกลยุทธ์การผนวกศาสตร์ด้านภาพลักษณ์กับเทคนิคด้านการขายและบริการ
ถ้าคุณอยากปรับกลยุทธ์เพิ่มพลังใน การขาย การพูด การสื่อสาร ให้ทะลุยอด ห้ามพลาด !!!

คอร์ส “เพิ่มยอดขาย ด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร”

เนื้อหาในคอร์สนี้
- ดักลูกค้าให้ซื้อด้วย “กฎประตู 2 บาน” (พื้นฐานที่นักขายต้องรู้)
- เทคนิคการสร้างความประทับใจ (First Impression) ให้ลูกค้าเปิดใจตั้งแต่ 3 วินาทีแรก (ทำไมไม่ 7 วินาที คลาสนี้มีเฉลยค่ะ)
- เคล็ดลับสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าเปิดใจและรับฟังข้อเสนอของคุณ
- ศาสตร์จิตวิทยาการอ่านบุคลิกภาพและกระบวนการคิดของลูกค้าในระดับลึก วิเคราะห์คำถาม น้ำเสียงในบทสนทนา เพื่อวางแผนการสื่อสารให้สัมฤทธิ์ผล ***ทุกคนจะได้ทำแบบทดสอบจิตวิทยาและได้รับการวิเคราะห์รายบุคคลอย่างละเอียด
- เทคนิคการเลือกทรงผมเสริมบุคลิกภาพตามหลักโหงวเฮ้ง เพื่อให้คุณเป็นนักขายที่ลูกค้าหลงรัก
- พิเศษต่อที่ 1! เทคนิคการสังเกตบุคลิกและอารมณ์ของลูกค้าจากการ "สแกนเครื่องแต่งกาย" พร้อมเคล็ดลับ การแต่งกายให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณเป็นพวกเดียวกันกับเขา ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และไว้ใจที่จะเปิดใจคุยด้วย... บอกเลยว่า เคล็ดลับนี้เด็ด! ช่วยการสื่อสารให้ราบรื่นได้จริง!
- เพิ่มเสน่ห์ในการสื่อสารด้วยท่าทาง ภาษากาย
- ทักษะการพูด : พูดอย่างไรให้เป็นที่รัก นำเสนออย่างไรให้ลูกค้าเปิดใจฟัง
- 5 ทักษะสำคัญเพิ่มโอกาส สื่อสารให้สำเร็จ และปิดการขาย
- พิเศษต่อที่ 2! ร่วมเรียนรู้กระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ผ่าน Case Study จริง ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

คอร์สนี้เหมาะกับ
- บริษัท/องค์กร ที่ต้องการพัฒนาทักษะในด้านการขายและการสื่อสารให้กับ พนักงานขาย , Customer Service , Customer Assistant โดยใช้ศาสตร์ด้านภาพลักษณ์และจิตวิทยาการอ่านบุคลิกภาพมนุษย์เป็นเครื่องมือในการเพิ่มยอด
- หัวหน้าบริษัท หัวหน้าฝ่ายขาย SaleLead และการตลาด ที่ต้องการสร้างสุดยอดทีมขาย
- องค์กร / บริษัท ที่กำลังหา Inhouse Training ในหัวข้อ คอร์สอบรมการขาย , หลักสูตรอบรมพนักงานขาย
- คนที่อยากพัฒนาตัวเอง โดยนำเทคนิค " การอ่านคน " ไปปรับใช้กับอาชีพและชีวิตประจำวัน
- คนที่ต้องการเป็นที่รัก พูดอะไรคนก็เปิดใจฟัง และอยากได้รับโอกาสดีๆ การสนับสนุนจากคนรอบข้าง ด้วยเทคนิค " การสื่อสาร "
- เจ้าของธุรกิจ สตาร์ทอัพ SME หรือบริษัท ห้างร้าน ทุกแขนง ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพทางด้าน การขาย และ การสื่อสารกับลูกค้า
- นักเจรจา / นักขาย / เซลล์ / ที่ปรึกษาการเงิน / ตัวแทนประกันชีวิต (ทุกสินค้าและบริการ) ที่สนใจ อบรมการขาย เพื่อต้องการเพิ่มยอดขาย และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ
- เข้าใจและเห็นมุมมองการขาย รวมถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าแต่ละประเภทได้กว้างขึ้น
- ปรับทัศนคติและวิธีคิด ว่าเรื่องการขายไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด (ถ้าคุณรู้เทคนิคที่ดี)
- เห็นจุดเด่นที่เป็นคุณค่าในตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และนำมาปรับใช้ให้การสื่อสารประสบความสำเร็จง่ายขึ้น
- ฝึกทักษะการนำเสนองาน การสื่อสาร และการขาย ที่ทรงประสิทธิภาพจริงในคลาสเรียน
- เพิ่มโอกาสปิดการขายมากขึ้น
หลักสูตรนี้ ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะให้พนักงานขายสามารถอ่านลูกค้าอย่างเข้าใจ
และปรับวิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์
โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังจะได้เรียนรู้การ วิเคราะห์กระบวนการขาย และ วางแผนการนำเสนออย่างเป็นระบบ
เพื่อยกระดับคุณภาพของทีมขายในระยะยาว
หลักสูตรนี้ จึงไม่ใช่แค่ “การฝึกอบรม” แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างยอดขายและทีมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เราทุกคนเกี่ยวข้องกับการขายตลอดเวลา
ถ้าวันนี้คุณไม่เรียนรู้พัฒนาสิ่งที่คุณมี...คนอื่นก็ทำและจะสำเร็จก่อนคุณ
ไม่มีใครร่ำรวย และสำเร็จ โดยไม่ลงทุนทำอะไรเลย
เรียนรู้ให้ตรงจุด พัฒนาให้ตรงใจ = ลงทุนน้อย แต่ได้เยอะ
สำหรับบริษัทหรือองค์กรที่สนใจให้จัดอบรมในบริษัท สามารถติดต่อได้ที่
ที่ปรึกษาหลักสุตร : โทร. 081-993-6414


Public Class สำหรับบุคคลทั่วไป **เรียนกลุ่มเล็ก รับจำนวนจำกัด!
***กำลังเปิดรับสมัคร***
รอบวัน-เวลาเรียน :
วันอา.ที่ 9 ส.ค. 69
(เวลา 9:30-17:00 น.)
สถานที่ : Image Power Consultant Studio
ซ.โชคชัย4 (52/1) ถ.ลาดพร้าว
**พิเศษ!!! เรียนจบ ยังให้คำแนะนำต่อเนื่อง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม**
![]()

ประวัติอาจารย์ผู้สอน
ตัวอย่างลูกค้าของเรา


บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน)
บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

บริษัท แปซิฟิค เฮลแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต
บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด (ในเครือ SCG)
บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด

PUBLIC CLASS
RHBUS Co.,Ltd.

จะวิเคราะห์สไตล์และความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร?
การวิเคราะห์สไตล์และความต้องการของลูกค้าไม่ใช่การเดานิสัยจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือการสังเกตวิธีสื่อสาร ตั้งคำถาม รับฟัง และตรวจสอบความเข้าใจ เพื่อให้นักขายสามารถนำเสนอข้อมูลได้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ
นักขายสามารถใช้กระบวนการ Observe–Ask–Listen–Confirm–Adapt ได้ดังนี้
1. Observe: สังเกตวิธีสื่อสารของลูกค้า
สังเกตโดยไม่รีบด่วนสรุป เช่น
-
ลูกค้าพูดเร็วหรือต้องการเวลาคิด
-
ต้องการข้อมูลสรุปหรือรายละเอียด
-
สนใจผลลัพธ์ ความสัมพันธ์ ความปลอดภัย หรือหลักฐาน
-
ตัดสินใจด้วยตนเองหรือต้องปรึกษาผู้อื่น
-
เปิดรับสิ่งใหม่หรือต้องการลดความเสี่ยง
-
ถามเรื่องราคา คุณภาพ ระยะเวลา หรือบริการหลังการขายเป็นพิเศษ
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงสมมติฐานเบื้องต้น นักขายยังต้องใช้คำถามเพื่อยืนยัน ไม่ควรตีตราลูกค้าจากพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว
2. Ask: ถามเพื่อค้นหาเป้าหมายและปัญหา
เริ่มจากคำถามปลายเปิดที่ช่วยให้ลูกค้าอธิบายสถานการณ์ เช่น
-
“ตอนนี้กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องใดอยู่ครับ?”
-
“ผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุดคืออะไร?”
-
“เคยใช้วิธีหรือสินค้าประเภทนี้มาก่อนหรือไม่?”
-
“สิ่งที่กังวลในการตัดสินใจครั้งนี้คืออะไร?”
-
“มีเงื่อนไขเรื่องงบประมาณ เวลา หรือผู้เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง?”
คำถามที่ดีควรทำให้ลูกค้าได้คิดและเล่าข้อมูล ไม่ใช่คำถามที่ชี้นำให้ตอบเพื่อเข้าทางสินค้าของนักขาย
3. Listen: ฟังทั้งข้อมูลและสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ
ลูกค้าอาจบอกว่าต้องการ “ราคาถูก” แต่เมื่อฟังลึกลงไป อาจพบว่าเขาต้องการควบคุมงบประมาณ หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแฝง หรือต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว
นักขายจึงควรฟังทั้งคำพูด น้ำเสียง ความลังเล และคำที่ลูกค้าพูดซ้ำ เพื่อค้นหาแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง
4. Confirm: สรุปและตรวจสอบความเข้าใจ
ก่อนนำเสนอ ควรสรุปสิ่งที่ได้ยิน เช่น
“จากที่คุยกัน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคุณคือให้ระบบใช้งานง่าย ส่งมอบภายในเดือนนี้ และมีทีมดูแลหลังการขาย ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ?”
การสรุปช่วยป้องกันการตีความผิด และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง
5. Adapt: ปรับวิธีนำเสนอให้ตรงกับลูกค้า
หลังจากเข้าใจลูกค้าแล้ว จึงเลือกวิธีนำเสนอให้เหมาะสม เช่น
-
ลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็ว: สรุปประเด็นและทางเลือกให้ชัด
-
ลูกค้าที่ต้องการรายละเอียด: เตรียมข้อมูล เปรียบเทียบ และหลักฐาน
-
ลูกค้าที่กังวลความเสี่ยง: อธิบายขั้นตอน การรับประกัน และบริการหลังการขาย
-
ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์: สร้างความไว้วางใจและติดตามอย่างสม่ำเสมอ
-
ลูกค้าที่สนใจผลลัพธ์: เชื่อมคุณสมบัติสินค้าเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจโดยตรง
เป้าหมายของการวิเคราะห์ลูกค้าไม่ใช่เพื่อควบคุมการตัดสินใจ แต่เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเลือกสิ่งที่เหมาะกับตนเองได้ง่ายขึ้น
หลักสูตร เพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร ของ Image Power Consultant ช่วยให้นักขายเข้าใจความแตกต่างของลูกค้า ฝึกสังเกต ตั้งคำถาม และปรับการนำเสนอผ่าน Workshop และ Role Play
HR และผู้บริหารสามารถนำกรณีลูกค้าจริงขององค์กรมาพัฒนาเป็นสถานการณ์ฝึกอบรมได้ ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถสมัคร Public Class เพื่อฝึกวิเคราะห์และสื่อสารกับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างความประทับใจจากผู้เรียน
1.jpg)
3.jpg)
![]()
หลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ควรปรับวิธีพูดให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละประเภทอย่างไร?
นักขายควรปรับจังหวะ น้ำเสียง ปริมาณข้อมูล และวิธีนำเสนอให้เหมาะกับสไตล์การตัดสินใจของลูกค้าแต่ละคน เพราะลูกค้าบางคนต้องการคำตอบที่รวดเร็ว บางคนต้องการความเป็นมิตร บางคนให้ความสำคัญกับความมั่นคง ขณะที่บางคนต้องการรายละเอียดและหลักฐานก่อนตัดสินใจ
การใช้บทพูดแบบเดียวกับลูกค้าทุกคน อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่านักขายไม่เข้าใจเขา แม้สินค้าหรือบริการนั้นจะตอบโจทย์ก็ตาม
หัวใจสำคัญคือ “ปรับวิธีพูดให้เหมาะกับผู้ฟัง แต่ไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงหรือใช้จิตวิทยาเพื่อควบคุมลูกค้า”
1. ลูกค้าที่เน้นผลลัพธ์และความรวดเร็ว
ลูกค้ากลุ่มนี้มักพูดตรง ตัดสินใจเร็ว ถามถึงผลลัพธ์ ราคา ระยะเวลา และความคุ้มค่า ไม่ต้องการฟังรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องมากเกินไป
วิธีพูดที่เหมาะสม
-
เข้าประเด็นเร็ว
-
สรุปผลลัพธ์และประโยชน์สำคัญ
-
นำเสนอทางเลือกที่ชัดเจน
-
ระบุราคา ระยะเวลา และขั้นตอนตัดสินใจ
-
แสดงความมั่นใจโดยไม่พูดอ้อมค้อม
ตัวอย่าง
“แพ็กเกจนี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานจากห้าขั้นตอนเหลือสามขั้นตอน เริ่มใช้งานได้ภายใน 14 วัน และมีสองตัวเลือกตามงบประมาณครับ”
ควรหลีกเลี่ยง
-
เกริ่นนานเกินไป
-
อธิบายรายละเอียดที่ยังไม่ได้ถาม
-
ตอบไม่ตรงคำถาม
-
ติดตามถี่โดยไม่มีข้อมูลใหม่
2. ลูกค้าที่เน้นความสัมพันธ์และบรรยากาศ
ลูกค้ากลุ่มนี้มักเป็นมิตร ชอบพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสนใจว่าสินค้าหรือบริการจะสร้างความรู้สึกหรือประสบการณ์อย่างไร
วิธีพูดที่เหมาะสม
-
เริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร
-
เปิดโอกาสให้พูดและแสดงความคิดเห็น
-
ใช้เรื่องราวหรือกรณีตัวอย่าง
-
เชื่อมสินค้าเข้ากับประสบการณ์และผู้คน
-
แสดงความกระตือรือร้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ตัวอย่าง
“ลูกค้าหลายคนเลือกตัวนี้เพราะใช้งานง่ายและทำให้ทีมมีส่วนร่วมมากขึ้น อยากทราบว่าทีมของคุณชอบรูปแบบการทำงานแบบไหนครับ?”
ควรหลีกเลี่ยง
-
พูดเป็นทางการหรือเย็นชาเกินไป
-
ให้ข้อมูลเป็นตัวเลขอย่างเดียว
-
ตัดบทขณะลูกค้ากำลังเล่า
-
ตีสนิทจนเกินขอบเขตความเป็นมืออาชีพ
3. ลูกค้าที่เน้นความมั่นคงและความสบายใจ
ลูกค้ากลุ่มนี้มักสุภาพ รับฟัง และใช้เวลาในการตัดสินใจ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยง ความต่อเนื่อง การดูแลหลังการขาย และผลกระทบต่อคนรอบข้าง
วิธีพูดที่เหมาะสม
-
พูดด้วยจังหวะที่ไม่เร่งรัด
-
อธิบายขั้นตอนอย่างเป็นลำดับ
-
ให้เวลาพิจารณา
-
เน้นการรับประกันและบริการหลังการขาย
-
แจ้งว่าจะได้รับการดูแลจากใครและอย่างไร
-
สร้างความมั่นใจด้วยประสบการณ์ลูกค้ากลุ่มใกล้เคียง
ตัวอย่าง
“หลังเริ่มใช้งานจะมีทีมดูแลตลอด 30 วันแรก หากพบปัญหาสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบโดยตรง และเราจะติดตามผลตามกำหนดครับ”
ควรหลีกเลี่ยง
-
บีบให้ตัดสินใจทันที
-
เปลี่ยนข้อมูลหรือเงื่อนไขบ่อย
-
ใช้น้ำเสียงกดดัน
-
สร้างความเร่งด่วนเกินจริง
4. ลูกค้าที่เน้นข้อมูลและความถูกต้อง
ลูกค้ากลุ่มนี้มักถามละเอียด เปรียบเทียบหลายทางเลือก ต้องการข้อมูล หลักฐาน เงื่อนไข และเวลาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ
วิธีพูดที่เหมาะสม
-
เตรียมข้อมูลและเอกสารให้ครบ
-
อธิบายที่มาของข้อมูล
-
เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และเงื่อนไข
-
ตอบอย่างเป็นระบบ
-
หากไม่แน่ใจ ควรแจ้งว่าจะตรวจสอบแล้วกลับมาให้ข้อมูล
-
ให้เวลาพิจารณาโดยไม่เร่งรัด
ตัวอย่าง
“ตัวเลือก A มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า ส่วนตัวเลือก B มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ลดค่าบำรุงรักษาระยะยาว ผมเตรียมตารางเปรียบเทียบและเงื่อนไขทั้งหมดไว้ให้ครับ”
ควรหลีกเลี่ยง
-
ใช้คำว่า “ดีที่สุด” โดยไม่มีหลักฐาน
-
ตอบจากการคาดเดา
-
ให้ข้อมูลไม่ตรงกันในแต่ละครั้ง
-
ใช้อารมณ์หรือความสนิทแทนข้อเท็จจริง
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าเป็นสไตล์ใด?
นักขายควรใช้หลัก สังเกต–ถาม–ฟัง–ยืนยัน–ปรับ ดังนี้
-
สังเกต จังหวะการพูด คำถาม และสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ
-
ถาม เป้าหมาย ปัญหา ความกังวล และเกณฑ์ตัดสินใจ
-
ฟัง ทั้งข้อมูล น้ำเสียง และคำที่ลูกค้าพูดซ้ำ
-
ยืนยัน ด้วยการสรุปสิ่งที่เข้าใจ
-
ปรับ วิธีนำเสนอให้เหมาะกับความต้องการจริง
ตัวอย่างคำถามที่ช่วยวิเคราะห์ลูกค้า ได้แก่
-
“ผลลัพธ์ที่คุณให้ความสำคัญมากที่สุดคืออะไร?”
-
“ต้องการข้อมูลโดยสรุปหรือรายละเอียดเปรียบเทียบเพิ่มเติมครับ?”
-
“มีเรื่องใดที่กังวลก่อนตัดสินใจ?”
-
“นอกจากคุณแล้ว มีใครร่วมพิจารณาอีกบ้าง?”
-
“ต้องการเริ่มใช้งานภายในช่วงเวลาใด?”
-
“ปัจจัยใดจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในการเลือกครั้งนี้?”
อย่าตีตราลูกค้าจากพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว
ลูกค้าคนหนึ่งอาจมีหลายสไตล์ผสมกัน และอาจเปลี่ยนวิธีตัดสินใจตามประเภทสินค้าหรือระดับความเสี่ยง เช่น ปกติเป็นคนตัดสินใจเร็ว แต่เมื่อต้องซื้อสินค้ามูลค่าสูงอาจต้องการรายละเอียดและเวลาพิจารณามากขึ้น
แบบจำลองพฤติกรรมอย่าง DISC จึงควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยสังเกตและตั้งคำถาม ไม่ควรใช้เพื่อติดป้ายหรือเหมารวมลูกค้า
นักขายมืออาชีพไม่ได้พยายามพูดให้ลูกค้าทุกคนชอบ แต่สามารถทำให้ลูกค้าแต่ละคนได้รับข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย รู้สึกได้รับการรับฟัง และตัดสินใจจากข้อมูลที่เหมาะสมกับตนเอง
Image Power Consultant ให้บริการหลักสูตร เพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร ช่วยให้นักขายฝึกวิเคราะห์สไตล์ลูกค้า ปรับวิธีพูด ตั้งคำถาม และนำเสนออย่างตรงใจ ผ่าน Workshop, Case Study และ Role Play จากสถานการณ์ขายจริง
สำหรับ HR และผู้บริหารที่ต้องการพัฒนาทีมขาย สามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบหลักสูตร In-house Training ให้เหมาะกับสินค้าและลูกค้าขององค์กร ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถสมัคร Public Class หรือคอร์สออนไลน์ เพื่อเรียนรู้เทคนิคและนำไปใช้กับลูกค้าได้ทันที


.jpg)
1.png)
3.png)
1.png)
3.png)








