

HAPPY MIND HAPPY WORK
การสื่อสารในองค์กรเพื่อลดความขัดแย้ง
และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
*หลักสูตรนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้าน ESG หมวด Social-สังคม*

เพราะสังคมปัจจุบัน ทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปและอาจรวมถึงความสุขที่ลดลง ความแตกต่างและการสื่อสารภายในองค์กร ที่ไม่เข้าใจระหว่างกัน อาจทำให้บางคนถึงขนาด "หมดไฟในการทำงาน และการใช้ชีวิต" ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลแค่ตัวเรา แต่อาจส่งผลกระทบกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้องและคนใกล้ตัวโดยที่เราไม่ตั้งใจ
มาเพิ่มวัคซีนให้ทีม ด้วยการวางเป้าหมาย "พัฒนาจากภายใน"
( IDG Inner Development Goals )
สร้างสมรรถนะการทำงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร พร้อมกับรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างยืดหยุ่น ฟังกันมากขึ้นอย่างเข้าใจ (Empathy Listening) เพื่อขับเคลื่อนให้การทำงานบรรลุเป้าหมายอย่างที่ทุกคนมีความสุข
***หลักสูตรนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้าน ESG หมวด Social-สังคม***

กับหลักสูตร "HAPPY MIND HAPPY WORK" เป็น Team Building ( ทีมบิวดิ้ง ) รูปแบบใหม่ ที่เหมาะกับการ แก้ไขปัญหาในองค์กร เพื่อเพิ่มความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันแบบยั่งยืน
โดยเราเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรต้องไม่จบเพียงแค่การเล่นเกมส์สนุกๆ เท่านั้น เพราะหากเราไม่เข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงานในระดับลึก เมื่อกลับเข้าออฟฟิศมาทำงานร่วมกัน "ความแตกต่าง (ที่เราไม่เข้าใจ) ก็ยังจะสร้างความแตกแยกได้เสมอ"
คอร์สอบรม องค์กร หลักสูตร "Happy Mind Happy Work" จึงเน้นเพิ่มศักยภาพการทำงานให้กับพนักงานในองค์กรทุกระดับ ด้วยการเริ่มจากสร้างความสุขภายในใจ เรียนรู้ตัวตนระดับลึก เพื่อเพิ่มความมั่นใจและความศรัทธาในศักยภาพของตัวเองมากขึ้น พร้อมเข้าใจความแตกต่างระหว่างเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะช่วยสร้างทีมเวิร์คให้แข็งแกร่งแบบยั่งยืนยิ่งขึ้น
" คุณไม่สามารถลดความขัดแย้งในองค์กรได้ ถ้าคุณยังขัดแย้งภายในตัวเอง "

วัตถุประสงค์หลักสูตร
หัวข้อกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างพลังแห่งความสุข
• Mindset for Goal : กำหนดทิศทางแห่งความสำเร็จเพื่อพิชิตเป้าหมายร่วมกัน
• Happy Mind : เทคนิครักษาใจให้มีความสุข คิดบวก ศรัทธา และเคารพตัวเอง-ผู้อื่นอยู่เสมอ
• Behavior Analysis : รู้จักตนเองและผู้อื่นให้มากขึ้น ด้วยทฤษฎีและเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เพื่อนำมาออกแบบการสื่อสารระหว่างกัน ประสานการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างบรรยากาศการทำงานในองค์กรอย่างมีความสุข
• Empathic Listening : ฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง ด้วยความเข้าใจ
• Positive Questioning & Positive Word : ฝึกทักษะการถามและคำพูดเชิงบวก เพื่อให้ทีมงานเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน
• การเปิดใจเพื่อนร่วมงานและคู่สื่อสาร โดยใช้ทฤษฎี Rapport Technic
• Happy Team Work : เวิร์คช็อปเพื่อสร้างทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง ปรับทัศนคติ คิดบวก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ไปพร้อมกับความสุข

ผลลัพธ์ที่ได้รับหลังจบคลาสเทรนนิ่งและเวิร์คช็อป
- องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง และสามารถปรับกลยุทธ์องค์กร ให้บรรลุตามเป้าหมายได้ดีขึ้น
- ผู้อบรมจะได้ค้นพบพลังและศักยภาพในตัวเอง เพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- รู้จักตัวเอง และเรียนรู้ เข้าใจผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น ลดความขัดแย้งในองค์กร
- มีกำลังใจ พลังบวกในการทำงาน และลดอาการ Burn Out
- ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กรดีขึ้น เพราะเข้าใจกันและกัน จึงเกิดความร่วมมือกันได้อย่างดี
- เคารพตัวเอง และเคารพผู้อื่น
- มีเป้าหมายในการทำงานชัดเจน และมั่นใจในการทำงานมากขึ้น
- รู้วิธีรับมือกับ คน Toxic อย่างฉลาด
- มีมุมมองการใช้ชีวิตและทำงานในด้านบวกมากขึ้น
- รู้จักวิธีการสื่อสารเพื่อการเข้าถึงใจและสร้างความสุข
- มีทีมเวิร์คที่แน่นแฟ้นและทรงพลังแบบยั่งยืน
ฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าของเรา
องค์กรจะลดความเครียดและความขัดแย้งในทีมได้อย่างไร?
องค์กรจะลดความเครียดและความขัดแย้งในทีมได้ ต้องวิเคราะห์ทั้งภาระงาน ระบบการทำงาน วิธีบริหาร และคุณภาพการสื่อสาร ไม่ควรแก้ด้วยกิจกรรมสร้างความสนุกหรืออบรมเรื่องคิดบวกเพียงอย่างเดียว เพราะหากบทบาทยังไม่ชัด งานยังเกินกำลัง และพนักงานยังไม่กล้าพูดถึงปัญหา ความเครียดย่อมกลับมาเกิดซ้ำ
1. ค้นหาต้นเหตุจากข้อมูลจริง
HR และผู้บริหารควรสำรวจว่าความเครียดเกิดจากอะไร เช่น
-
ปริมาณงานหรือเวลาที่ไม่สมเหตุสมผล
-
เป้าหมายและลำดับความสำคัญไม่ชัดเจน
-
ผู้รับผิดชอบและอำนาจตัดสินใจไม่ชัด
-
งานแทรกและการเปลี่ยนคำสั่งบ่อย
-
ขาดบุคลากร เครื่องมือ หรือข้อมูล
-
หัวหน้างานสื่อสารด้วยอารมณ์
-
ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือแผนก
-
พนักงานไม่กล้ารายงานปัญหา
สามารถใช้แบบสำรวจ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม รวมถึงข้อมูลการทำงานล่วงเวลา การลาป่วย การลาออก ข้อร้องเรียน และงานที่ต้องแก้ไขซ้ำมาประกอบกัน
2. ทำเป้าหมายและลำดับงานให้ชัดเจน
เมื่อมีหลายงานพร้อมกัน ผู้บริหารต้องช่วยกำหนดว่าเรื่องใดสำคัญที่สุด เรื่องใดเลื่อนได้ และหากมีงานใหม่เข้ามาจะหยุดหรือลดงานใด
การบอกให้พนักงาน “บริหารเวลาให้ดีขึ้น” โดยไม่ลดความขัดแย้งของลำดับงาน อาจเพิ่มความรู้สึกผิดโดยไม่แก้ต้นเหตุ
3. ปรับภาระงานและทรัพยากรให้สมเหตุสมผล
องค์กรควรประเมินปริมาณงาน กำลังคน ความสามารถ และเวลาที่มี หากงานเกินทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ควรปรับกระบวนการ เพิ่มทรัพยากร ลดงานที่ไม่มีคุณค่า หรือเจรจาความคาดหวังใหม่
4. พัฒนาหัวหน้างานให้บริหารคนเป็น
หัวหน้างานมีอิทธิพลต่อความเครียดของทีมอย่างมาก ควรได้รับการพัฒนาทักษะด้าน
-
การมอบหมายงาน
-
การฟังและตั้งคำถาม
-
การให้ Feedback
-
การจัดลำดับความสำคัญ
-
การรับมือพนักงานที่มีพฤติกรรมยาก
-
การควบคุมอารมณ์
-
การจัดการความขัดแย้ง
5. สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พูดถึงปัญหา
พนักงานควรสามารถบอกได้ว่างานไม่ทัน ข้อมูลไม่ครบ หรือไม่เห็นด้วยกับแนวทาง โดยไม่ถูกมองว่าเป็นคนคิดลบ
เมื่อทีมรายงานปัญหาได้เร็ว องค์กรสามารถแก้ไขก่อนที่ความเครียดจะสะสมหรือพัฒนาเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคล
6. กำหนดกระบวนการจัดการความขัดแย้ง
องค์กรควรมีแนวทางชัดเจนว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งควรพูดคุยกับใคร ใช้ข้อมูลอะไร ใครเป็นผู้ช่วยไกล่เกลี่ย และเมื่อใดต้องส่งต่อให้ HR
การปล่อยให้พนักงานแก้กันเองโดยไม่มีกรอบ อาจทำให้ปัญหายืดเยื้อหรือกลายเป็นการแบ่งฝ่าย
7. สร้างข้อตกลงในการสื่อสาร
ทีมสามารถตกลงร่วมกันได้ เช่น
-
เรื่องด่วนใช้ช่องทางใด
-
ต้องตอบกลับภายในเวลาเท่าไร
-
เรื่องใดต้องมีเอกสารยืนยัน
-
ควรให้ Feedback กันอย่างไร
-
เมื่อไม่เข้าใจต้องทวนข้อมูลก่อนลงมือทำ
-
ไม่นำปัญหาไปพูดกับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
8. เคารพเวลาพักและขอบเขตการทำงาน
ควรหลีกเลี่ยงการคาดหวังให้พนักงานพร้อมตอบตลอดเวลา หากไม่ใช่งานฉุกเฉินจริง รวมถึงวางแผนประชุมและการส่งข้อความให้เหมาะสม เพื่อให้พนักงานมีเวลาพักและฟื้นพลัง
9. ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ตัวชี้วัดที่สามารถติดตามได้ ได้แก่
-
ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา
-
อัตราการลาและการลาออก
-
จำนวนข้อร้องเรียนหรือกรณีที่ส่งต่อ HR
-
งานผิดพลาดและงานแก้ไขซ้ำ
-
คะแนน Engagement และความปลอดภัยทางใจ
-
ระยะเวลาในการแก้ปัญหาระหว่างทีม
หากพนักงานมีความเครียดรุนแรงหรือส่งผลต่อสุขภาพ องค์กรควรสนับสนุนให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญหรือบริการช่วยเหลือที่เหมาะสม การอบรมสามารถพัฒนาทักษะได้ แต่ไม่ควรใช้ทดแทนการดูแลด้านสุขภาพหรือการแก้ไขระบบงาน
Image Power Consultant ให้บริการอบรมหลักสูตร HAPPY MIND HAPPY WORK, การสื่อสารในองค์กร และการจัดการความขัดแย้ง โดยสามารถนำปัญหาจริงของทีมมาพัฒนาเป็น Workshop ที่เหมาะกับผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงาน
หากองค์กรต้องการลดความเครียดและความขัดแย้งอย่างตรงจุด สามารถติดต่อ Image Power Consultant เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและออกแบบ In-house Training ที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมและระบบการทำงานจริงได้ค่ะ
#Collaboration #CollaborativeTeamwork #BurnOut #หมดไฟในการทำงาน #ไม่มีความสุขในการทำงาน #รับมือกับคนToxic #Toxicในองค์กร #สร้างความร่วมมือในองค์กร
แก้ปัญหา #การสื่อสารในองค์กร #การสื่อสารภายในองค์กร #หลักสูตรการสื่อสารในองค์กร #หลักสูตรการสื่อสารภายในองค์กร #สร้างความเข้าใจในองค์กร #คิดบวก
#ลดความขัดแย้งในองค์กร #การสื่อสารเชิงบวก #สร้างพลังให้ทีม #สร้างความสัมพันธ์ในองค์กร #ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ #เพิ่มความสุขในการทำงาน #teambuildingราคา #หลักสูตรทีมบิวดิ้ง #หลักสูตรTeamBuilding #หลักสูตรอบรมพนักงาน


OUR CLIENTS
_7.png)
ทำไมเราถึงแตกต่าง?
• เราเป็นรายแรกในไทย ที่นำศาสตร์ภาพลักษณ์มาผนวกเข้ากับศาสตร์ด้านจิตวิทยามนุษย์ และอาจารย์ผู้สอนมีประสบการณ์ทั้งด้านการให้คำแนะนำภาพลักษณ์แบบองค์รวม ที่เน้นดึงพลังศักยภาพ (ที่ซ่อนเร้น) จากภายใน เพื่อส่งผ่าน เป็นการแสดงออกภายนอก พร้อมทั้งอยู่ในวงการธุรกิจเสื้อผ้า (เป็นเจ้าของแบรนด์) มากว่า 11 ปีจึงเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์การแต่งกายเพื่อดึงพลัง ความมั่นใจอย่างมืออาชีพได้ลึกซึ้ง
• เราเน้นให้มีการฝึกปฏิบัติจริงในทุกหลักสูตร โดยจะ "ประยุกต์มาจากผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ผู้อบรมสามารถนำไปปรับใช้กับสถานการณ์จริง ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด"
• การนำจิตวิทยามาใช้ร่วมกับการสื่อสาร คือ ศาสตร์ที่สถาบันให้ความสำคัญ และผู้อบรมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า " สนุก เข้าใจง่าย และได้ประโยชน์กับชีวิตตัวเอง และการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น "
• หลักสูตรของเรา ได้รับการการันตีจากผู้อบรมว่า หลังจากที่เรียนไปแล้ว สามารถนำไปใช้จริงได้
• หลักสูตรของเรา ได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศมากมาย
• ราคาหลักสูตรสมเหตุผล และสิ่งที่องค์กร-ผู้อบรมได้รับหลังจากจบคลาส คุ้มค่าเกินราคาอย่างแน่นอน
การสื่อสารที่ดีช่วยเพิ่มความสุขในการทำงานได้อย่างไร?
การสื่อสารที่ดีช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน เพราะทำให้พนักงานเข้าใจเป้าหมาย รู้ว่าตนเองมีหน้าที่อะไร กล้าพูดถึงปัญหา และรู้สึกว่าได้รับการรับฟังอย่างมีคุณค่า เมื่อข้อมูลชัดเจนและความสัมพันธ์ในทีมดีขึ้น ความกังวล ความเข้าใจผิด และความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นย่อมลดลง
การสื่อสารที่ดีไม่ได้หมายถึงการพูดแต่เรื่องเชิงบวกหรือหลีกเลี่ยงเรื่องยาก แต่หมายถึงการสื่อสารอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ให้เกียรติ และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายมีส่วนร่วม
1. ลดความไม่แน่นอนในการทำงาน
พนักงานมักเกิดความเครียดเมื่อไม่รู้ว่าองค์กรกำลังไปทางไหน งานของตนสำคัญอย่างไร หรือหัวหน้าคาดหวังผลลัพธ์แบบใด
เมื่อผู้บริหารสื่อสารเป้าหมาย ลำดับความสำคัญ บทบาท และการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน พนักงานจะวางแผนและตัดสินใจได้มั่นใจขึ้น
2. ทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการรับฟัง
ความสุขในการทำงานไม่ได้เกิดจากค่าตอบแทนหรือสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนเองมีคุณค่า
หัวหน้าที่ฟังโดยไม่รีบตัดสิน ตั้งคำถาม และนำข้อเสนอไปพิจารณาอย่างจริงจัง จะช่วยให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม
3. สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ
การรักษาคำพูด ให้ข้อมูลตรงไปตรงมา และสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้สมาชิกในทีมรู้ว่าสามารถพึ่งพากันได้ เมื่อเกิดปัญหา พนักงานจึงกล้าพูดคุยและร่วมกันหาทางแก้ แทนการปิดบังหรือกล่าวโทษกัน
4. ทำให้ Feedback กลายเป็นเครื่องมือพัฒนา
หากหัวหน้าให้ Feedback ด้วยข้อเท็จจริง อธิบายผลกระทบ และช่วยวางแนวทางปรับปรุง พนักงานจะเห็นว่า Feedback มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ไม่ใช่ลดคุณค่าหรือลงโทษ
ขณะเดียวกัน การชื่นชมผลงานและพฤติกรรมที่ดีอย่างเฉพาะเจาะจง ช่วยให้พนักงานเห็นว่าความพยายามของตนได้รับการมองเห็น
5. ช่วยบริหารภาระงานและความคาดหวัง
พนักงานจะจัดการความเครียดได้ดีขึ้นเมื่อสามารถสื่อสารเรื่องปริมาณงาน ข้อจำกัด และทรัพยากรกับหัวหน้าได้ โดยไม่ถูกมองว่าไม่มีความสามารถ
หัวหน้าควรเปิดโอกาสให้ทีมช่วยกันจัดลำดับความสำคัญและเจรจากำหนดเวลาบนพื้นฐานของข้อมูลจริง
6. ลดความเข้าใจผิดและการแก้งานซ้ำ
การมอบหมายงานที่ชัดเจน การทวนความเข้าใจ และการกำหนดช่องทางสื่อสารช่วยลดข้อผิดพลาด งานล่าช้า และความรู้สึกว่าถูกตำหนิจากเรื่องที่ไม่เคยตกลงกันอย่างชัดเจน
7. สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น
เมื่อพนักงานสามารถถาม รายงานความเสี่ยง หรือเสนอความเห็นต่างได้โดยไม่กลัวถูกตำหนิ องค์กรจะพบปัญหาเร็วขึ้น และทีมสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากขึ้น
องค์กรควรเริ่มพัฒนาอย่างไร?
-
ฝึกหัวหน้างานให้ฟัง ตั้งคำถาม และให้ Feedback
-
กำหนดช่องทางและกติกาการสื่อสารให้ชัดเจน
-
จัดการประชุมแบบมีเป้าหมายและข้อสรุป
-
มีการพูดคุยแบบตัวต่อตัวระหว่างหัวหน้ากับพนักงาน
-
สื่อสารการเปลี่ยนแปลงอย่างโปร่งใส
-
เปิดช่องทางให้พนักงานสะท้อนปัญหาโดยไม่ถูกตอบโต้
-
ติดตามผลด้วยแบบสำรวจและพฤติกรรมในการทำงานจริง
หลักสูตร HAPPY MIND HAPPY WORK ของ Image Power Consultant ช่วยให้องค์กรพัฒนาการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และเพิ่มความร่วมมือ ผ่านกิจกรรม Workshop และสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง
หาก HR หรือผู้บริหารต้องการสร้างบรรยากาศที่พนักงานมีความสุข กล้าสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดต่อ Image Power Consultant เพื่อออกแบบหลักสูตร In-house Training ให้เหมาะกับวัฒนธรรมและเป้าหมายขององค์กรได้ค่ะ
หลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Growth Mindset สามารถพัฒนาได้หรือไม่?
Growth Mindset สามารถพัฒนาได้ เพราะเป็นกรอบความคิดและพฤติกรรมที่ฝึกฝนได้ ไม่ใช่ลักษณะนิสัยที่ติดตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยหมายถึงความเชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาผ่านการเรียนรู้ กลยุทธ์ที่เหมาะสม Feedback ความช่วยเหลือ และการฝึกอย่างต่อเนื่อง
Growth Mindset ไม่ได้หมายถึงการคิดบวกตลอดเวลา หรือเชื่อว่าเพียงพยายามมากขึ้นแล้วจะสำเร็จทุกเรื่อง แต่คือการมองความผิดพลาดเป็นข้อมูล พร้อมปรับวิธีและขอความช่วยเหลือเมื่อแนวทางเดิมไม่ได้ผล
วิธีพัฒนา Growth Mindset
1. เพิ่มคำว่า “ยัง”
เปลี่ยนจาก “ฉันทำไม่ได้” เป็น “ฉันยังทำไม่ได้” เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้และการพัฒนา
2. เปลี่ยนจากเป้าหมายพิสูจน์ตัวเองเป็นเป้าหมายการเรียนรู้
นอกจากถามว่า “จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร?” ควรถามด้วยว่า “ต้องพัฒนาทักษะหรือเรียนรู้อะไรเพื่อทำให้ดีขึ้น?”
3. มอง Feedback เป็นข้อมูล
ฝึกแยกคำแนะนำออกจากคุณค่าของตัวเอง Feedback ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง แต่ช่วยให้เห็นพฤติกรรมหรือวิธีทำงานที่สามารถปรับได้
4. ทบทวนความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ
ถามว่า
-
สิ่งใดได้ผล?
-
สิ่งใดไม่เป็นไปตามแผน?
-
สมมติฐานใดผิด?
-
ครั้งต่อไปจะทดลองเปลี่ยนอะไร?
5. ฝึกกับความท้าทายขนาดเหมาะสม
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ ควรเลือกงานที่ยากกว่าความสามารถปัจจุบันเล็กน้อย เพื่อสร้างประสบการณ์ว่าเราสามารถพัฒนาได้จากการฝึก
6. ชื่นชมกระบวนการที่มีคุณภาพ
องค์กรควรยอมรับการเตรียมตัว การใช้กลยุทธ์ การขอ Feedback และการปรับปรุง ไม่ควรชื่นชมเพียงความพยายามโดยไม่พิจารณาว่าวิธีที่ใช้อยู่มีประสิทธิภาพหรือไม่
7. สร้างสภาพแวดล้อมที่อนุญาตให้เรียนรู้
หากองค์กรพูดเรื่อง Growth Mindset แต่ลงโทษทุกความผิดพลาด พนักงานย่อมไม่กล้าทดลองหรือรายงานปัญหา ผู้นำต้องแยกความผิดพลาดจากการเรียนรู้ออกจากความประมาทหรือการละเมิดมาตรฐาน
คนหนึ่งอาจมี Growth Mindset ในบางเรื่อง แต่มี Fixed Mindset ในอีกเรื่องได้ เป้าหมายจึงไม่ใช่การติดป้ายว่าใครเป็นคนแบบใด แต่คือการสังเกตและปรับกรอบคิดในสถานการณ์ที่จำเป็น
Image Power Consultant ให้บริการหลักสูตร Mindset และการพัฒนาศักยภาพสำหรับองค์กร รวมถึง Public Class และ Private Coaching สำหรับบุคคลทั่วไป โดยเน้นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นกรอบคิดของตนเองและเปลี่ยนเป็นแผนลงมือทำ
หากต้องการสร้างทีมที่กล้าเรียนรู้ ปรับตัว และรับ Feedback สามารถปรึกษาเราเพื่อออกแบบหลักสูตรให้เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรได้ค่ะ
1.png)







