คอร์สเพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร

 

 

 OUR CLIENTS

THE POWER OF IMAGE & COMMUNICATION

เพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร

1 วันเต็ม กับการเวิร์คช็อปเข้มข้น วิเคราะห์ลูกค้ารายต่อราย 

วางแผนปิดการขาย จบทุกการโต้แย้ง ปรับให้การสื่อสารราบรื่น

ด้วยศาสตร์ "จิตวิทยาการขาย "

 

"เพราะภาพลักษณ์ที่ใช่ การสื่อสารที่ดี เพิ่มยอดขายได้ 10 เท่า!"

ศาสตร์นี้ ไม่ใช่แค่เรียนรู้เรื่องบุคลิกภาพระหว่างการเจรจา

แต่ยังผนวกเรื่องของจิตวิทยาการสื่อสาร!

(ลิขสิทธิ์เนื้อหาใน คอร์สการขาย อบรมการขายนี้ เป็นของบริษัท Image Power Consultant เท่านั้น)

 

เราทุกคนหนีไม่พ้น เรื่อง "การขาย"

และยิ่งถ้าคุณเป็นนักขาย พนักงานขาย เซลล์ เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า?

- พยายามเรียนรู้เทคนิคขายมากมาย แต่ยอดยังไม่ถึงเป้าซักที

- ขายมานาน แต่ไม่เคยได้ขึ้นระดับท็อปของบริษัท

- เพื่อนนักขาย ทำไมขายได้ขายดี เค้าทำยังไงกัน

- รู้สึกทำนัดยาก ลูกค้าเลื่อนนัดตลอด 

- รู้สึกได้ว่า ลูกค้าไม่อยากซื้อ ไม่สนใจเวลานำเสนอขาย

- ไม่กล้าขาย กลัวการนำเสนอ รู้สึกไม่มั่นใจ

- เริ่มท้อและกลับมาคิดว่า เราอาจไม่เหมาะกับงานขาย 

จากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น....

ถ้าเมื่อคุณรู้เทคนิค "กฎประตู 2 บาน" ที่นักขายทุกคน ควรต้องรู้!!!

 

หลายคนเข้าใจว่าภาพลักษณ์เป็นแค่เรื่องของการแต่งตัวเท่านั้น

แท้จริงคำว่า “ภาพลักษณ์ (Image)” เกี่ยวข้องกับเรื่องการสื่อสารทั้งหมดที่เกิดจากตัวเรา ซึ่งการแต่งตัวก็ถือเป็นหนึ่งใน " การสื่อสาร "

แล้วภาพลักษณ์ ประกอบด้วยอะไรบ้าง? 

> ส่วน Non-Verbal  คือ สื่อสารผ่านทางอาการ  (แสดงออกด้วยกิริยาท่าทาง ยืน เดิน นั่ง การแสดงสีหน้า),วัตถุ (การแต่งกาย เสื้อผ้า หน้า-ผม เครื่องประดับ), เวลา (มาตรงเวลา มาก่อน มาเลท) รวมถึงเรื่องสี (ความหมาย&จิตวิทยาสี) หรือแม้กระทั่งการใช้โทนน้ำเสียงที่แตกต่าง

> ส่วน Verbal  คือ สื่อสารผ่านทางภาษาพูดและเขียน ได้แก่ ตัวหนังสือ คำพูด *คนที่ปิดการขายได้ ไม่ใช่เค้าพูดเก่งกว่าคุณ "แต่เค้าอ่านใจลูกค้าได้เก่งกว่าคุณต่างหาก!"

 

ศาสตร์ของภาพลักษณ์ ครอบคลุมกว้างขวาง และมีผลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ หรือ ไม่ซื้อของลูกค้า 

แต่เพราะหลายคน เข้าใจว่าเป็นแค่เรื่องของการแต่งตัว บางทีผิดเพี้ยนไปว่า ต้องทำท่าให้เท่ห์ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งน่าเสียดาย ที่มุมมองแบบนี้เป็นการปิดกั้นโอกาสในการเป็นนักเจรจาหรือขายมือทองของคุณ

 

 

ภาพลักษณ์เกี่ยวอะไรกับงานขาย 

 

จากประสบการณ์ด้าน การขาย มากว่า 20 ปีของผู้สอนเอง ได้สรุปการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ออกมาเป็น “กฏประตู 2 บาน” ดังนี้ค่ะ 

> ประตูบานแรก (การตัดสินใจเบื้องต้น) : ใช้เวลาเพียง 3-5 วินาที เป็นการตัดสินใจโดย ใช้ความรู้สึก (Emotional) คือ เห็น สัมผัส รู้สึกแรกอย่างไร ย่อมจะมีผลต่อการตัดสินใจ พูดง่ายๆ คือ ถูกชะตา หรือไม่ถูกชะตา นั่นเอง 

> ประตูบานที่สอง (การย้ำผลการตัดสินใจ) : เป็นการตัดสินใจโดย ใช้เหตุผลวิเคราะห์ประโยชน์ของข้อเสนอ (Functional) สินค้า/บริการ ว่าเข้ากับความต้องการและความจำเป็นในชีวิตของพวกเขาหรือไม่

"หากลูกค้าประทับใจ ถูกชะตาคุณตั้งแต่ด่านแรก (First Impression)

จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจ รับฟังข้อเสนอ และถูกโน้มน้าวได้ง่ายกว่านักขายที่ลูกค้ารู้สึกไม่ประทับใจ

เพราะเมื่อภาพลักษณ์แรกของคุณ ทำให้ลูกค้าไม่ปลื้มตั้งแต่ประตูบานแรก

ลูกค้าจะสร้างเส้นบางๆ ขึ้นมากั้นระหว่างคุณกับเขาอัตโนมัติ โดยที่คุณเองไม่รู้ตัว

ดังนั้น การขายจะต้องใช้เวลาในการเปิดใจ และพลังโน้มน้าวมากกว่าอีกเท่าตัว"

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วน ของกลยุทธ์การผนวกศาสตร์ด้านภาพลักษณ์กับเทคนิคด้านการขายและบริการ 

ถ้าคุณอยากปรับกลยุทธ์เพิ่มพลังใน การขาย การพูด การสื่อสาร ให้ทะลุยอด ห้ามพลาด !!! 

 

 

คอร์ส “เพิ่มยอดขาย ด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร” 

 

เนื้อหาในคอร์สนี้

  • ดักลูกค้าให้ซื้อด้วย “กฎประตู 2 บาน” (พื้นฐานที่นักขายต้องรู้)
  • เทคนิคการสร้างความประทับใจ (First Impression) ให้ลูกค้าเปิดใจตั้งแต่ 3 วินาทีแรก (ทำไมไม่ 7 วินาที คลาสนี้มีเฉลยค่ะ)
  • เคล็ดลับสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าเปิดใจและรับฟังข้อเสนอของคุณ
  • ศาสตร์จิตวิทยาการอ่านบุคลิกภาพและกระบวนการคิดของลูกค้าในระดับลึก วิเคราะห์คำถาม น้ำเสียงในบทสนทนา เพื่อวางแผนการสื่อสารให้สัมฤทธิ์ผล ***ทุกคนจะได้ทำแบบทดสอบจิตวิทยาและได้รับการวิเคราะห์รายบุคคลอย่างละเอียด
  • เทคนิคการเลือกทรงผมเสริมบุคลิกภาพตามหลักโหงวเฮ้ง เพื่อให้คุณเป็นนักขายที่ลูกค้าหลงรัก
  • พิเศษต่อที่ 1!  เทคนิคการสังเกตบุคลิกและอารมณ์ของลูกค้าจากการ "สแกนเครื่องแต่งกาย" พร้อมเคล็ดลับ การแต่งกายให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณเป็นพวกเดียวกันกับเขา ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และไว้ใจที่จะเปิดใจคุยด้วย... บอกเลยว่า เคล็ดลับนี้เด็ด! ช่วยการสื่อสารให้ราบรื่นได้จริง!
  • เพิ่มเสน่ห์ในการสื่อสารด้วยท่าทาง ภาษากาย
  • ทักษะการพูด : พูดอย่างไรให้เป็นที่รัก นำเสนออย่างไรให้ลูกค้าเปิดใจฟัง 
  • 5 ทักษะสำคัญเพิ่มโอกาส สื่อสารให้สำเร็จ และปิดการขาย 
  • พิเศษต่อที่ 2! ร่วมเรียนรู้กระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ผ่าน Case Study จริง ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

 

คอร์สนี้เหมาะกับ

  • บริษัท/องค์กร ที่ต้องการพัฒนาทักษะในด้านการขายและการสื่อสารให้กับ พนักงานขาย , Customer Service , Customer Assistant โดยใช้ศาสตร์ด้านภาพลักษณ์และจิตวิทยาการอ่านบุคลิกภาพมนุษย์เป็นเครื่องมือในการเพิ่มยอด
  • หัวหน้าบริษัท หัวหน้าฝ่ายขาย SaleLead และการตลาด ที่ต้องการสร้างสุดยอดทีมขาย 
  • องค์กร / บริษัท ที่กำลังหา Inhouse Training ในหัวข้อ คอร์สอบรมการขาย , หลักสูตรอบรมพนักงานขาย
  • คนที่อยากพัฒนาตัวเอง โดยนำเทคนิค " การอ่านคน " ไปปรับใช้กับอาชีพและชีวิตประจำวัน
  • คนที่ต้องการเป็นที่รัก พูดอะไรคนก็เปิดใจฟัง และอยากได้รับโอกาสดีๆ การสนับสนุนจากคนรอบข้าง ด้วยเทคนิค " การสื่อสาร "
  • เจ้าของธุรกิจ สตาร์ทอัพ SME หรือบริษัท ห้างร้าน ทุกแขนง ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพทางด้าน การขาย  และ การสื่อสารกับลูกค้า
  • นักเจรจา / นักขาย / เซลล์ / ที่ปรึกษาการเงิน / ตัวแทนประกันชีวิต (ทุกสินค้าและบริการ) ที่สนใจ อบรมการขาย เพื่อต้องการเพิ่มยอดขาย และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

 

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ 

  • เข้าใจและเห็นมุมมองการขาย รวมถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าแต่ละประเภทได้กว้างขึ้น
  • ปรับทัศนคติและวิธีคิด ว่าเรื่องการขายไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด (ถ้าคุณรู้เทคนิคที่ดี)
  • เห็นจุดเด่นที่เป็นคุณค่าในตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และนำมาปรับใช้ให้การสื่อสารประสบความสำเร็จง่ายขึ้น
  • ฝึกทักษะการนำเสนองาน การสื่อสาร และการขาย ที่ทรงประสิทธิภาพจริงในคลาสเรียน
  • เพิ่มโอกาสปิดการขายมากขึ้น

 

หลักสูตรนี้ ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะให้พนักงานขายสามารถอ่านลูกค้าอย่างเข้าใจ

และปรับวิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

 

โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังจะได้เรียนรู้การ วิเคราะห์กระบวนการขาย และ วางแผนการนำเสนออย่างเป็นระบบ

เพื่อยกระดับคุณภาพของทีมขายในระยะยาว

 

หลักสูตรนี้ จึงไม่ใช่แค่ “การฝึกอบรม” แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างยอดขายและทีมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

เราทุกคนเกี่ยวข้องกับการขายตลอดเวลา

ถ้าวันนี้คุณไม่เรียนรู้พัฒนาสิ่งที่คุณมี...คนอื่นก็ทำและจะสำเร็จก่อนคุณ

ไม่มีใครร่ำรวย และสำเร็จ โดยไม่ลงทุนทำอะไรเลย

เรียนรู้ให้ตรงจุด พัฒนาให้ตรงใจ = ลงทุนน้อย แต่ได้เยอะ

 

 

สำหรับบริษัทหรือองค์กรที่สนใจให้จัดอบรมในบริษัท สามารถติดต่อได้ที่

ที่ปรึกษาหลักสุตร : โทร. 081-993-6414 

 

 

 

Public Class สำหรับบุคคลทั่วไป **เรียนกลุ่มเล็ก รับจำนวนจำกัด!

***กำลังเปิดรับสมัคร***

รอบวัน-เวลาเรียน :

วันอา.ที่ 9 ส.ค. 69

(เวลา 9:30-17:00 น.)


สถานที่ : Image Power Consultant Studio

ซ.โชคชัย4 (52/1) ถ.ลาดพร้าว 

**พิเศษ!!! เรียนจบ ยังให้คำแนะนำต่อเนื่อง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม**


ประวัติอาจารย์ผู้สอน

 

 

   

ตัวอย่างลูกค้าของเรา

 

 

บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน)

บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 

 บริษัท แปซิฟิค เฮลแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด

  

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต

บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด (ในเครือ SCG)

บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด

PUBLIC  CLASS

RHBUS Co.,Ltd.

 

จะวิเคราะห์สไตล์และความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร?

     การวิเคราะห์สไตล์และความต้องการของลูกค้าไม่ใช่การเดานิสัยจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือการสังเกตวิธีสื่อสาร ตั้งคำถาม รับฟัง และตรวจสอบความเข้าใจ เพื่อให้นักขายสามารถนำเสนอข้อมูลได้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

นักขายสามารถใช้กระบวนการ Observe–Ask–Listen–Confirm–Adapt ได้ดังนี้

1. Observe: สังเกตวิธีสื่อสารของลูกค้า

สังเกตโดยไม่รีบด่วนสรุป เช่น

  • ลูกค้าพูดเร็วหรือต้องการเวลาคิด

  • ต้องการข้อมูลสรุปหรือรายละเอียด

  • สนใจผลลัพธ์ ความสัมพันธ์ ความปลอดภัย หรือหลักฐาน

  • ตัดสินใจด้วยตนเองหรือต้องปรึกษาผู้อื่น

  • เปิดรับสิ่งใหม่หรือต้องการลดความเสี่ยง

  • ถามเรื่องราคา คุณภาพ ระยะเวลา หรือบริการหลังการขายเป็นพิเศษ

ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงสมมติฐานเบื้องต้น นักขายยังต้องใช้คำถามเพื่อยืนยัน ไม่ควรตีตราลูกค้าจากพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว

2. Ask: ถามเพื่อค้นหาเป้าหมายและปัญหา

เริ่มจากคำถามปลายเปิดที่ช่วยให้ลูกค้าอธิบายสถานการณ์ เช่น

  • “ตอนนี้กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องใดอยู่ครับ?”

  • “ผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุดคืออะไร?”

  • “เคยใช้วิธีหรือสินค้าประเภทนี้มาก่อนหรือไม่?”

  • “สิ่งที่กังวลในการตัดสินใจครั้งนี้คืออะไร?”

  • “มีเงื่อนไขเรื่องงบประมาณ เวลา หรือผู้เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง?”

คำถามที่ดีควรทำให้ลูกค้าได้คิดและเล่าข้อมูล ไม่ใช่คำถามที่ชี้นำให้ตอบเพื่อเข้าทางสินค้าของนักขาย

3. Listen: ฟังทั้งข้อมูลและสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

ลูกค้าอาจบอกว่าต้องการ “ราคาถูก” แต่เมื่อฟังลึกลงไป อาจพบว่าเขาต้องการควบคุมงบประมาณ หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแฝง หรือต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว

นักขายจึงควรฟังทั้งคำพูด น้ำเสียง ความลังเล และคำที่ลูกค้าพูดซ้ำ เพื่อค้นหาแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง

4. Confirm: สรุปและตรวจสอบความเข้าใจ

ก่อนนำเสนอ ควรสรุปสิ่งที่ได้ยิน เช่น

“จากที่คุยกัน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคุณคือให้ระบบใช้งานง่าย ส่งมอบภายในเดือนนี้ และมีทีมดูแลหลังการขาย ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ?”

การสรุปช่วยป้องกันการตีความผิด และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง

5. Adapt: ปรับวิธีนำเสนอให้ตรงกับลูกค้า

หลังจากเข้าใจลูกค้าแล้ว จึงเลือกวิธีนำเสนอให้เหมาะสม เช่น

  • ลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็ว: สรุปประเด็นและทางเลือกให้ชัด

  • ลูกค้าที่ต้องการรายละเอียด: เตรียมข้อมูล เปรียบเทียบ และหลักฐาน

  • ลูกค้าที่กังวลความเสี่ยง: อธิบายขั้นตอน การรับประกัน และบริการหลังการขาย

  • ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์: สร้างความไว้วางใจและติดตามอย่างสม่ำเสมอ

  • ลูกค้าที่สนใจผลลัพธ์: เชื่อมคุณสมบัติสินค้าเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจโดยตรง

เป้าหมายของการวิเคราะห์ลูกค้าไม่ใช่เพื่อควบคุมการตัดสินใจ แต่เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเลือกสิ่งที่เหมาะกับตนเองได้ง่ายขึ้น

     หลักสูตร เพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร ของ Image Power Consultant ช่วยให้นักขายเข้าใจความแตกต่างของลูกค้า ฝึกสังเกต ตั้งคำถาม และปรับการนำเสนอผ่าน Workshop และ Role Play

     HR และผู้บริหารสามารถนำกรณีลูกค้าจริงขององค์กรมาพัฒนาเป็นสถานการณ์ฝึกอบรมได้ ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถสมัคร Public Class เพื่อฝึกวิเคราะห์และสื่อสารกับลูกค้าอย่างเป็นระบบ

 

 

ตัวอย่างความประทับใจจากผู้เรียน

 




 

ควรปรับวิธีพูดให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละประเภทอย่างไร?

     นักขายควรปรับจังหวะ น้ำเสียง ปริมาณข้อมูล และวิธีนำเสนอให้เหมาะกับสไตล์การตัดสินใจของลูกค้าแต่ละคน เพราะลูกค้าบางคนต้องการคำตอบที่รวดเร็ว บางคนต้องการความเป็นมิตร บางคนให้ความสำคัญกับความมั่นคง ขณะที่บางคนต้องการรายละเอียดและหลักฐานก่อนตัดสินใจ

การใช้บทพูดแบบเดียวกับลูกค้าทุกคน อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่านักขายไม่เข้าใจเขา แม้สินค้าหรือบริการนั้นจะตอบโจทย์ก็ตาม

หัวใจสำคัญคือ “ปรับวิธีพูดให้เหมาะกับผู้ฟัง แต่ไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงหรือใช้จิตวิทยาเพื่อควบคุมลูกค้า”

1. ลูกค้าที่เน้นผลลัพธ์และความรวดเร็ว

ลูกค้ากลุ่มนี้มักพูดตรง ตัดสินใจเร็ว ถามถึงผลลัพธ์ ราคา ระยะเวลา และความคุ้มค่า ไม่ต้องการฟังรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องมากเกินไป

วิธีพูดที่เหมาะสม

  • เข้าประเด็นเร็ว

  • สรุปผลลัพธ์และประโยชน์สำคัญ

  • นำเสนอทางเลือกที่ชัดเจน

  • ระบุราคา ระยะเวลา และขั้นตอนตัดสินใจ

  • แสดงความมั่นใจโดยไม่พูดอ้อมค้อม

ตัวอย่าง

“แพ็กเกจนี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานจากห้าขั้นตอนเหลือสามขั้นตอน เริ่มใช้งานได้ภายใน 14 วัน และมีสองตัวเลือกตามงบประมาณครับ”

ควรหลีกเลี่ยง

  • เกริ่นนานเกินไป

  • อธิบายรายละเอียดที่ยังไม่ได้ถาม

  • ตอบไม่ตรงคำถาม

  • ติดตามถี่โดยไม่มีข้อมูลใหม่

2. ลูกค้าที่เน้นความสัมพันธ์และบรรยากาศ

ลูกค้ากลุ่มนี้มักเป็นมิตร ชอบพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสนใจว่าสินค้าหรือบริการจะสร้างความรู้สึกหรือประสบการณ์อย่างไร

วิธีพูดที่เหมาะสม

  • เริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร

  • เปิดโอกาสให้พูดและแสดงความคิดเห็น

  • ใช้เรื่องราวหรือกรณีตัวอย่าง

  • เชื่อมสินค้าเข้ากับประสบการณ์และผู้คน

  • แสดงความกระตือรือร้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่าง

“ลูกค้าหลายคนเลือกตัวนี้เพราะใช้งานง่ายและทำให้ทีมมีส่วนร่วมมากขึ้น อยากทราบว่าทีมของคุณชอบรูปแบบการทำงานแบบไหนครับ?”

ควรหลีกเลี่ยง

  • พูดเป็นทางการหรือเย็นชาเกินไป

  • ให้ข้อมูลเป็นตัวเลขอย่างเดียว

  • ตัดบทขณะลูกค้ากำลังเล่า

  • ตีสนิทจนเกินขอบเขตความเป็นมืออาชีพ

3. ลูกค้าที่เน้นความมั่นคงและความสบายใจ

ลูกค้ากลุ่มนี้มักสุภาพ รับฟัง และใช้เวลาในการตัดสินใจ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยง ความต่อเนื่อง การดูแลหลังการขาย และผลกระทบต่อคนรอบข้าง

วิธีพูดที่เหมาะสม

  • พูดด้วยจังหวะที่ไม่เร่งรัด

  • อธิบายขั้นตอนอย่างเป็นลำดับ

  • ให้เวลาพิจารณา

  • เน้นการรับประกันและบริการหลังการขาย

  • แจ้งว่าจะได้รับการดูแลจากใครและอย่างไร

  • สร้างความมั่นใจด้วยประสบการณ์ลูกค้ากลุ่มใกล้เคียง

ตัวอย่าง

“หลังเริ่มใช้งานจะมีทีมดูแลตลอด 30 วันแรก หากพบปัญหาสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบโดยตรง และเราจะติดตามผลตามกำหนดครับ”

ควรหลีกเลี่ยง

  • บีบให้ตัดสินใจทันที

  • เปลี่ยนข้อมูลหรือเงื่อนไขบ่อย

  • ใช้น้ำเสียงกดดัน

  • สร้างความเร่งด่วนเกินจริง

4. ลูกค้าที่เน้นข้อมูลและความถูกต้อง

ลูกค้ากลุ่มนี้มักถามละเอียด เปรียบเทียบหลายทางเลือก ต้องการข้อมูล หลักฐาน เงื่อนไข และเวลาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ

วิธีพูดที่เหมาะสม

  • เตรียมข้อมูลและเอกสารให้ครบ

  • อธิบายที่มาของข้อมูล

  • เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และเงื่อนไข

  • ตอบอย่างเป็นระบบ

  • หากไม่แน่ใจ ควรแจ้งว่าจะตรวจสอบแล้วกลับมาให้ข้อมูล

  • ให้เวลาพิจารณาโดยไม่เร่งรัด

ตัวอย่าง

“ตัวเลือก A มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า ส่วนตัวเลือก B มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ลดค่าบำรุงรักษาระยะยาว ผมเตรียมตารางเปรียบเทียบและเงื่อนไขทั้งหมดไว้ให้ครับ”

ควรหลีกเลี่ยง

  • ใช้คำว่า “ดีที่สุด” โดยไม่มีหลักฐาน

  • ตอบจากการคาดเดา

  • ให้ข้อมูลไม่ตรงกันในแต่ละครั้ง

  • ใช้อารมณ์หรือความสนิทแทนข้อเท็จจริง

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าเป็นสไตล์ใด?

นักขายควรใช้หลัก สังเกต–ถาม–ฟัง–ยืนยัน–ปรับ ดังนี้

  1. สังเกต จังหวะการพูด คำถาม และสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

  2. ถาม เป้าหมาย ปัญหา ความกังวล และเกณฑ์ตัดสินใจ

  3. ฟัง ทั้งข้อมูล น้ำเสียง และคำที่ลูกค้าพูดซ้ำ

  4. ยืนยัน ด้วยการสรุปสิ่งที่เข้าใจ

  5. ปรับ วิธีนำเสนอให้เหมาะกับความต้องการจริง

ตัวอย่างคำถามที่ช่วยวิเคราะห์ลูกค้า ได้แก่

  • “ผลลัพธ์ที่คุณให้ความสำคัญมากที่สุดคืออะไร?”

  • “ต้องการข้อมูลโดยสรุปหรือรายละเอียดเปรียบเทียบเพิ่มเติมครับ?”

  • “มีเรื่องใดที่กังวลก่อนตัดสินใจ?”

  • “นอกจากคุณแล้ว มีใครร่วมพิจารณาอีกบ้าง?”

  • “ต้องการเริ่มใช้งานภายในช่วงเวลาใด?”

  • “ปัจจัยใดจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในการเลือกครั้งนี้?”

อย่าตีตราลูกค้าจากพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว

     ลูกค้าคนหนึ่งอาจมีหลายสไตล์ผสมกัน และอาจเปลี่ยนวิธีตัดสินใจตามประเภทสินค้าหรือระดับความเสี่ยง เช่น ปกติเป็นคนตัดสินใจเร็ว แต่เมื่อต้องซื้อสินค้ามูลค่าสูงอาจต้องการรายละเอียดและเวลาพิจารณามากขึ้น

แบบจำลองพฤติกรรมอย่าง DISC จึงควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยสังเกตและตั้งคำถาม ไม่ควรใช้เพื่อติดป้ายหรือเหมารวมลูกค้า

     นักขายมืออาชีพไม่ได้พยายามพูดให้ลูกค้าทุกคนชอบ แต่สามารถทำให้ลูกค้าแต่ละคนได้รับข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย รู้สึกได้รับการรับฟัง และตัดสินใจจากข้อมูลที่เหมาะสมกับตนเอง

     Image Power Consultant ให้บริการหลักสูตร เพิ่มยอดขายด้วยภาพลักษณ์และจิตวิทยาการสื่อสาร ช่วยให้นักขายฝึกวิเคราะห์สไตล์ลูกค้า ปรับวิธีพูด ตั้งคำถาม และนำเสนออย่างตรงใจ ผ่าน Workshop, Case Study และ Role Play จากสถานการณ์ขายจริง

     สำหรับ HR และผู้บริหารที่ต้องการพัฒนาทีมขาย สามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบหลักสูตร In-house Training ให้เหมาะกับสินค้าและลูกค้าขององค์กร ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถสมัคร Public Class หรือคอร์สออนไลน์ เพื่อเรียนรู้เทคนิคและนำไปใช้กับลูกค้าได้ทันที