วิธีปราบ-มนุษย์ขี้เม้าท์ในที่ทำงาน


วิธีปราบ “มนุษย์ขี้เม้าท์” ในที่ทำงาน

ในโลกนี้ ไม่มีใครหนีพ้นการถูกกล่าวถึง ไม่ว่าจะแง่ไหนก็ตาม 

แต่....ทุกคนก็คงอยากถูกพูดถึงในแง่บวกกันทั้งนั้น 

 

แล้วจะทำยังไงหล่ะ ถ้าชีวิตจริงเราคุมคำพูดคนอื่นไม่ได้  ไม่ยาก ทำตาม 4 วิธีนี้เลยค่ะ

 

1.ถ้าสิ่งที่เราได้ยินเกี่ยวกับเราแต่เป็นในแง่ลบ  ลองเปิดใจรับฟังแบบไม่มีอารมณ์โกรธดู แล้วคุณจะพบว่า บางทีนั่นคือ “โชคดีของคุณ” ที่ทำให้ได้พบจุดอ่อนของตัวเอง และถ้าเปิดใจกว้างพอ นำสิ่งนั้นมาปรับปรุง นอกจากไม่ได้เสียอะไรไปแล้ว คุณยังมีแต่ได้กับได้

 

2.ถ้าเรื่องที่เกี่ยวกับเราไม่เป็นความจริง! ความชัดเจน (ที่กล้าจะเดินไปอธิบาย) แบบอ่อนน้อม คือ ทางออกที่ดี เพราะเท่ากับเราเคารพตัวเองด้วย

 

3.ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนอื่น หยุดถามตัวเองก่อนร่วมวงสักนิดว่า “เรื่องนั้น ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น พัฒนาขึ้น สำเร็จเร็วขึ้น” หรือเปล่า? ถ้าคำตอบคือ “ไม่” จงเดินออกมาซะ เอาหูเราไว้รับฟังแต่เรื่องราวดีๆ เมื่อคุณฝึกออกห่างจากคนขี้เม้าท์จนเป็นนิสัย ชีวิตคุณจะดึงดูดแต่สิ่งดีๆ แน่นอน

 

4. โปรดจำไว้ว่า >> คำพูด ถ่ายทอดทัศนคติ และนั่นคือ ภาพลักษณ์ที่ทุกคนจะจดจำคุณได้ ฉะนั้น คิดก่อนพูด เพราะคำพูดด้านลบ เป็นเหมือน      ไวรัสที่กระจายไปเร็วจนคุณคาดไม่ถึง 

 

* เราห้ามมนุษย์ขี้เม้าท์ไม่ได้ แต่เราเลือกปิดหูของเราได้ และสุดท้าย มนุษย์ขี้เม้าท์ก็จะตายจากเราในที่สุด

ขอให้ทุกคน มีความสุข เป็นที่รักในทุกวันนะคะ

#ครูแอน 

#imagepowerconsultant

 

จะควบคุมอารมณ์ระหว่างการสนทนาที่ยากได้อย่างไร?

     การควบคุมอารมณ์ระหว่างการสนทนาที่ยากไม่ใช่การเก็บความรู้สึกหรือทำเหมือนไม่โกรธ แต่คือการรู้ทันอารมณ์และเลือกตอบสนองโดยไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องให้ Feedback พูดเรื่องผลงาน หรือจัดการความขัดแย้ง

สามารถใช้หลัก STOP ได้ดังนี้

S – Stop: หยุดก่อนตอบ

เมื่อสังเกตว่าหัวใจเต้นเร็ว เสียงดังขึ้น หรือเริ่มอยากตอบโต้ ควรหยุดชั่วครู่ ไม่จำเป็นต้องตอบทันทีทุกประโยค

T – Take a Breath: ปรับลมหายใจและจังหวะ

หายใจช้าลง ลดความเร็วและระดับเสียง การเว้นจังหวะช่วยให้สมองกลับมาคิดและเลือกคำพูดได้ดีขึ้น

O – Observe: สังเกตข้อเท็จจริงและอารมณ์

ถามตัวเองว่า

  • เกิดอะไรขึ้นจริง?

  • ฉันกำลังรู้สึกอะไร?

  • สิ่งใดคือข้อเท็จจริง?

  • สิ่งใดคือการตีความของฉัน?

  • เป้าหมายของการสนทนาครั้งนี้คืออะไร?

ตัวอย่างเช่น “พนักงานส่งงานช้าสองวัน” คือข้อเท็จจริง แต่ “เขาไม่เคารพเรา” เป็นการตีความที่ยังต้องตรวจสอบ

P – Proceed: ตอบสนองตามเป้าหมาย

เลือกคำพูดที่ช่วยแก้ปัญหา เช่น

“ผมอยากกลับมาดูข้อเท็จจริงและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้อีก”

แทนการพูดว่า

“คุณทำแบบนี้ทุกครั้งและไม่เคยรับผิดชอบ”

เทคนิคเพิ่มเติมระหว่างการสนทนา

  • พูดถึงพฤติกรรม ไม่ตัดสินตัวบุคคล

  • ใช้ประโยคสั้นและตรงประเด็น

  • ลดน้ำเสียงแทนการเพิ่มระดับเสียง

  • ฟังให้จบก่อนอธิบายมุมมองของตนเอง

  • ถามเพื่อทำความเข้าใจแทนการคาดเดา

  • หากอารมณ์ยังสูง ให้ขอพักและกำหนดเวลากลับมาพูดต่อ

ตัวอย่างการขอพักอย่างรับผิดชอบ:

“เรื่องนี้สำคัญ และตอนนี้เราทั้งคู่อาจมีอารมณ์มากขึ้น ผมขอพัก 15 นาที แล้วกลับมาคุยกันต่อเวลา 14.30 น. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน”

หลังการสนทนา ควรทบทวนว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ คำพูดใดช่วยหรือทำให้สถานการณ์แย่ลง และครั้งต่อไปควรเตรียมตัวอย่างไร

 

ความเห็นต่างกับความขัดแย้งแตกต่างกันอย่างไร?

     ความเห็นต่าง คือการที่คนมีข้อมูล แนวคิด หรือวิธีแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ส่วนความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อความเห็นต่างเริ่มมีอารมณ์ ความไม่ไว้วางใจ การกล่าวโทษ หรือผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว จนกระทบความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกัน

ประเด็นความเห็นต่างความขัดแย้ง
สิ่งที่ให้ความสำคัญ แนวคิด ข้อมูล หรือวิธีทำงาน ตัวบุคคล ความสัมพันธ์ หรือผลประโยชน์
รูปแบบการสื่อสาร แลกเปลี่ยนเหตุผลและตั้งคำถาม โต้ตอบ ป้องกันตัว หลีกเลี่ยง หรือกล่าวโทษ
ผลต่อทีม อาจทำให้ได้แนวคิดและการตัดสินใจที่ดีขึ้น ทำให้ความร่วมมือ ประสิทธิภาพ และความไว้วางใจลดลง
วิธีจัดการ เปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนข้อมูล จัดการทั้งปัญหางาน อารมณ์ และความสัมพันธ์

     ความเห็นต่างไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะทีมที่มีประสบการณ์และมุมมองหลากหลายย่อมมองปัญหาไม่เหมือนกัน หากทุกคนสามารถพูดคุยด้วยเหตุผล ความเห็นต่างจะช่วยให้ทีมเห็นความเสี่ยงรอบด้านและคิดทางเลือกใหม่ได้

ความเห็นต่างมักกลายเป็นความขัดแย้งเมื่อ

  • คนเริ่มวิจารณ์ตัวบุคคลแทนความคิดเห็น

  • ไม่ยอมรับฟังข้อมูลของอีกฝ่าย

  • ต้องการเอาชนะมากกว่าหาคำตอบ

  • นำเหตุการณ์เก่ามารวมกับปัญหาปัจจุบัน

  • สื่อสารผ่านบุคคลที่สามแทนการพูดโดยตรง

  • ใช้อารมณ์ การประชด หรือความเงียบเพื่อต่อต้าน

  • เป้าหมายและอำนาจตัดสินใจไม่ชัดเจน

     หัวหน้าสามารถป้องกันไม่ให้ความเห็นต่างกลายเป็นความขัดแย้งได้ด้วยการกำหนดกติกาการสนทนา แยกคนออกจากปัญหา ใช้ข้อมูลเป็นหลัก และกลับมาที่เป้าหมายร่วมของทีม

คำถามที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ เช่น

  • “ข้อมูลส่วนใดที่เรามองไม่เหมือนกัน?”

  • “แต่ละฝ่ายกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด?”

  • “เป้าหมายที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกันคืออะไร?”

  • “มีทางเลือกใดที่ตอบโจทย์งานได้มากกว่าการเลือกข้าง?”

     Image Power Consultant ออกแบบหลักสูตรการสื่อสารและการจัดการความแตกต่าง เพื่อช่วยให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงานเปลี่ยนความเห็นต่างให้กลายเป็นพลังในการพัฒนาทีม

     องค์กรสามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบ In-house Training ส่วนผู้ที่ต้องการพัฒนาการสื่อสารส่วนบุคคลสามารถสอบถาม Public Class และ Private Coaching ที่เหมาะกับเป้าหมายได้