คัมภีร์ของคนประสบความสำเร็จ


 

คุณทำงาน ทำๆๆ คุณคิดไว้มั้ย...ทำไปเพื่ออะไร 
คุณใช้ชีวิตไปวันๆ คุณรู้หรือเปล่า...ทำไปเพื่อใคร และได้อะไร 
....นั่นสิเนอะ?

       ในคลาส “เปลี่ยนลุค ปลุกพลัง” ที่โค้ชสอนเรื่องภาพลักษณ์ ก่อนเข้าคลาสโค้ชจะให้ทุกคนทำการบ้านมาก่อน โดยให้ผู้เรียนเขียนเป้าหมายในชีวิตอย่างชัดเจน เพราะโค้ชไม่ได้สอนเพียงให้คนแต่งตัวสวยหล่อดูดีมืออาชีพ แต่ทุกคนที่จบคลาสไป จะต้องนำภาพลักษณ์ใหม่ ไปเป็นเครื่องมือเพื่อคว้าเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ให้สำเร็จ

แต่...สำหรับมือใหม่ ที่ไม่เคยตั้งเป้าหมายในชีวิต จะเริ่มยังไงหล่ะ?

      โค้ชให้แนวทางง่ายๆ 3 ข้อ ที่ทดลองจริงมากับตัวเอง และสุดท้ายก็นำคำตอบต่างๆ มาตกผลึกจนเจอเป้าหมายแห่งชีวิตที่พาตัวเองมายืนได้ ณ จุดนี้ อย่างภูมิใจและมีความสุข

       1.หยุด...อยู่กับตัวเองบ้าง ค้นลึกเข้าไปข้างในจิตใจและตัวตน ว่า “เรารักที่จะทำอะไร รักแบบสามารถใช้เวลาหลายๆ ชม.หมกมุ่นอยู่กับมันโดยไม่เบื่อ”

       2.ทำ...ลองคิดสิว่า มีอะไรที่เราทำมันได้ดี เพื่อนหรือคนรอบข้างมักเอ่ยปากชมเราบ่อยๆ หรือถ้าเวลามีปัญหาเรื่องนี้ เค้าต้องวิ่งมาขอความเห็นเราเสมอ

       3.ค้น...ถ้าผ่านมา 2 ข้อแล้วยังไม่มีคำตอบ ลองมองและค้นที่ชั้นหนังสือ หรือ เข้าไปดูใน Web History ว่าเราชอบอ่านหนังสือแนวไหน ชอบหาข้อมูลในเว็บอะไร คำเสิร์ชกูเกิ้ลบ่อยสุดเกี่ยวกับเรื่องอะไร ฯลฯ เราจะได้เห็นตัวตนตัวเองชัดขึ้น ว่าจริงๆ แล้ว เราสนใจอะไรเป็นพิเศษ 

       เมื่อเราได้คำตอบคร่าวๆ แล้ว ลองเขียนลงในกระดาษดูสิคะ ว่าเราจะเอาความรู้ความสามารถของเราไปทำเงินในเรื่องอะไรได้บ้าง และคิดต่อยอดให้ใหญ่ขึ้น จริงจังขึ้น แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้เงินให้น้อยที่สุด

ฝากวิธีค้นหาตัวเองและตั้งเป้าหมายง่ายๆ ไว้ให้ลองคิดกันดูนะคะ 

คนไม่วางเป้าหมายในชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรกับนักวิ่งที่ไม่รู้ว่าจุด Finished อยู่ตรงไหน!!!

*ใครรู้ก่อน ประสบความสำเร็จก่อน!

ด้วยความปรารถนาดีอย่างที่สุด 

#โค้ชแอนเปลี่ยนลุคปลุกพลัง

 

 

การตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร?

     การตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพต้องทำให้ผู้ลงมือปฏิบัติเข้าใจว่า “ต้องการผลลัพธ์อะไร สำคัญเพราะอะไร ต้องทำอะไรต่อ และจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเดินมาถูกทาง” ไม่ควรกำหนดเพียงตัวเลขปลายทางโดยไม่มีแผนปฏิบัติ

1. เริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการ

ระบุให้ชัดว่าเมื่องานสำเร็จแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น เพิ่มยอดขาย ลดเวลาส่งมอบ ลดงานแก้ไข หรือเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

2. ใช้หลัก SMARTER

เป้าหมายที่ดีควรมีองค์ประกอบดังนี้

  • Specific: ระบุสิ่งที่ต้องการให้ชัด

  • Measurable: มีตัวชี้วัดความคืบหน้าและผลลัพธ์

  • Achievable: ท้าทายแต่มีโอกาสทำได้จริง

  • Relevant: สอดคล้องกับงานและทิศทางองค์กร

  • Time-bound: มีวันที่เริ่ม จุดติดตาม และวันสิ้นสุด

  • Evaluate: ทบทวนผลเป็นระยะ

  • Revise: ปรับแผนเมื่อข้อมูลหรือสถานการณ์เปลี่ยน

3. เชื่อมเป้าหมายกับเหตุผล

คนจะรับผิดชอบเป้าหมายได้ดีขึ้นเมื่อเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญและส่งผลต่อใคร ผู้บริหารควรอธิบายความเชื่อมโยงกับลูกค้า ทีม และองค์กร ไม่ใช่มอบเพียงตัวเลข

4. แบ่งเป้าหมายเป็นขั้นตอนย่อย

เปลี่ยนเป้าหมายรายปีให้เป็นเป้าหมายรายไตรมาส รายเดือน และกิจกรรมรายสัปดาห์ เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นและติดตามได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น

เป้าหมาย: เพิ่มยอดขายลูกค้าเดิม 15% ภายใน 6 เดือน

กิจกรรมสำคัญ: วิเคราะห์ลูกค้าเดิม นัดพูดคุยค้นหาความต้องการเพิ่มเติม เสนอทางเลือกที่เหมาะสม และติดตามผลตามกำหนด

5. แยกตัวชี้วัดผลลัพธ์กับตัวชี้วัดการลงมือทำ

  • ตัวชี้วัดผลลัพธ์: ยอดขาย กำไร หรือจำนวนลูกค้าที่ซื้อ

  • ตัวชี้วัดการลงมือทำ: จำนวนลูกค้าที่ติดต่อ การนัดหมาย หรือข้อเสนอที่ส่ง

ผลลัพธ์บางอย่างควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่พนักงานสามารถควบคุมพฤติกรรมที่เพิ่มโอกาสให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้

6. เตรียมแผนรับมืออุปสรรค

คิดล่วงหน้าว่าอะไรอาจทำให้หลุดจากแผน และจะรับมืออย่างไร เช่น

“หากมีงานเร่งด่วนเข้ามาในช่วงเวลาที่วางแผนทำโครงการ ฉันจะย้ายงานไปช่วงสำรองในวันถัดไปและแจ้งผู้เกี่ยวข้องทันที”

7. กำหนดเจ้าของเป้าหมายและทรัพยากร

ต้องชัดเจนว่าใครรับผิดชอบ ใครสนับสนุน ใครตัดสินใจ และต้องใช้ข้อมูล งบประมาณ หรือเครื่องมืออะไรบ้าง

8. ทบทวนและให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ

การทบทวนเป้าหมายไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการตรวจว่าความคืบหน้าเป็นอย่างไร มีอุปสรรคอะไร และต้องปรับวิธีใดก่อนที่จะสายเกินไป

 

การบริหารเวลาแตกต่างจากการจัดตารางงานอย่างไร?

     การจัดตารางงานคือการระบุว่าจะทำงานอะไรในวันและเวลาใด ส่วนการบริหารเวลาคือกระบวนการตัดสินใจว่าเรื่องใดสำคัญ ควรใช้เวลาและพลังงานเท่าไร ต้องตัดหรือลดงานใด และจะรักษาเวลาให้กับเป้าหมายสำคัญได้อย่างไร

การจัดตารางงานการบริหารเวลา
เน้นการนำงานใส่ปฏิทิน เน้นการเลือกงานที่ควรทำ
ตอบคำถามว่า “ทำเมื่อไร?” ตอบคำถามว่า “ทำอะไร ทำไม และควรใช้เวลาเท่าไร?”
ช่วยจัดลำดับกิจกรรมในแต่ละวัน เชื่อมงานประจำกับเป้าหมายระยะยาว
อาจทำให้ตารางเต็มแต่ผลงานสำคัญไม่ขยับ ช่วยตัด มอบหมาย หรือเลื่อนงานที่มีคุณค่าต่ำ
เน้นจำนวนเวลา คำนึงถึงสมาธิ พลังงาน และคุณภาพของงาน

     ตารางที่แน่นไม่ได้หมายความว่าบริหารเวลาได้ดี คนที่มีประชุมและงานเต็มทั้งวันอาจยุ่งมาก แต่ไม่มีเวลาให้กับงานเชิงกลยุทธ์หรือเรื่องที่สร้างผลลัพธ์สูง

การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพควรเริ่มจาก

  1. กำหนดเป้าหมายและงานสำคัญ

  2. จัดลำดับตามผลกระทบและกำหนดเวลา

  3. ประเมินเวลาที่ต้องใช้จริง

  4. นำงานสำคัญลงตารางก่อน

  5. เว้นเวลาสำรองสำหรับงานแทรก

  6. ลดสิ่งรบกวนและงานที่ไม่มีคุณค่า

  7. ทบทวนว่าการใช้เวลาสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายหลักคือหาลูกค้าใหม่ การตอบข้อความทั้งวันอาจทำให้รู้สึกยุ่ง แต่ควรจัดช่วงเวลาที่มีสมาธิสำหรับวิเคราะห์ลูกค้า ติดต่อ และติดตามโอกาสทางการขายโดยเฉพาะ

 

     หลักสูตร Goal Setting & Time Management ของ Image Power Consultant ช่วยให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายอย่างเป็นระบบ แปลงเป้าหมายเป็นแผนปฏิบัติ และจัดลำดับงานให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ต้องการ

     หากองค์กรต้องการให้พนักงานเลิกตั้งเป้าหมายแบบกว้าง ๆ และสามารถลงมือทำได้จริง สามารถติดต่อเราเพื่อออกแบบ In-house Training ได้ ส่วนบุคคลทั่วไปสามารถสอบถามหลักสูตรที่เหมาะกับเป้าหมายของตนเองได้